หน้าแรกบทความโลกเร่งสร้าง Gold Hub ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่ทองใหม่

โลกเร่งสร้าง Gold Hub ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่ทองใหม่

- Advertisement -

ช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกขยับตัวอย่างรวดเร็ว

ฮ่องกงเปิดตัว HAU พร้อมทดลองระบบเคลียร์ริ่งทองคำและเชื่อมการส่งมอบกับ Shanghai Gold Exchange สิงคโปร์กำลังพัฒนาระบบเคลียร์ริ่งทองคำ OTC แบบ Loco Singapore และบริการรับฝากทองคำสำหรับธนาคารกลาง ขณะที่ลาวเดินหน้าสร้างตลาดทองคำผ่าน Lao Bullion Bank และความร่วมมือกับ Singapore Bullion Market Association

ในอีกด้านหนึ่ง CME เตรียมขยายเวลาซื้อขาย 1-Ounce Gold Futures ให้ครอบคลุมช่วงสุดสัปดาห์ ส่วน World Gold Council กำลังผลักโครงการ Gold247 เพื่อพัฒนาระบบข้อมูล กรรมสิทธิ์ และโครงสร้างดิจิทัลของทองคำ

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ภาพที่เห็นอาจทำให้เกิดความรู้สึกว่า ประเทศอื่นกำลังเดินไปข้างหน้า ขณะที่ไทยยังไม่มีโครงการใหญ่ซึ่งเรียกว่า Gold Hub อย่างเป็นทางการ

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ และไม่ได้ขาดตลาดทองคำ

สิ่งที่ไทยมีอยู่แล้ว อาจเป็นฐานที่หลายประเทศต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะสร้างขึ้นมาได้

ไทยไม่ได้ยืนอยู่มือเปล่า

ประเทศไทยมีตลาดทองคำที่ประชาชนรู้จัก เข้าใจ และใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ทองคำไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องค้าของธนาคารหรือบนหน้าจอตลาดการเงิน แต่กระจายอยู่ตามร้านทอง ครอบครัว ผู้ประกอบการ โรงงาน และธุรกิจเครื่องประดับทั่วประเทศ

ตลาดไทยมีความคุ้นเคยกับทองคำความบริสุทธิ์ 96.5% และมีการซื้อขายทองคำแท่ง 99.99% ควบคู่กัน โดยมาตรฐาน 96.5% มีความผูกพันกับทั้งการออม การซื้อขาย และการผลิตทองรูปพรรณภายในประเทศ

จุดแข็งนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ระบบความเชื่อมั่นรอบตัวสินค้า

ผู้ซื้อรู้ว่าจะดูราคาจากที่ใด ร้านทองรู้ว่าจะรับซื้อและขายคืนอย่างไร และทองคำสามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบผ่านการหลอม การกลั่น และการผลิตใหม่ได้

นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับขนาดใหญ่ ข้อมูลเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ระบุว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 13,389.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อหักทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปออก ยังมีมูลค่า 6,511.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไทยยังมีห้องปฏิบัติการตรวจสอบโลหะมีค่าของ GIT ซึ่งให้บริการตรวจสอบและประทับตรารับรองทองคำ เงิน แพลทินัม และโลหะมีค่าอื่น โดยได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 ในขอบข่ายที่เกี่ยวข้อง

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ไทยมีทั้งตลาด ผู้ซื้อ ผู้ขาย งานช่าง การผลิต การตรวจสอบ และระบบราคาที่ประชาชนใช้จริงอยู่แล้ว

ของเรามีหลายชิ้น แต่ยังต่อกันไม่สนิท

ปัญหาของไทยอาจไม่ใช่การขาดองค์ประกอบสำคัญ แต่คือองค์ประกอบเหล่านั้นยังทำงานอยู่คนละระบบ

ราคาทองคำที่ร้านทองใช้ เป็นระบบหนึ่ง

ตลาดอนุพันธ์อยู่ในอีกระบบหนึ่ง

คลังทอง โรงกลั่น ห้องตรวจสอบ แพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ และสถาบันการเงิน ต่างก็มีวิธีบันทึกข้อมูลและกติกาของตนเอง

ประเทศไทยมีตลาดอนุพันธ์ทองคำภายใต้ TFEX อยู่แล้ว และในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้เปิดตัว Mini Gold Online Futures หรือ MGO ซึ่งอ้างอิงราคาทองคำความบริสุทธิ์ 99.5% และชำระผลกำไรขาดทุนเป็นเงินสด

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้ขาดตลาดที่มีกฎเกณฑ์ ระบบซื้อขาย และการเคลียร์ริ่ง

แต่ตลาดอนุพันธ์ดังกล่าวยังไม่ได้เชื่อมโดยตรงกับทองคำ 96.5% ที่อยู่ตามร้านทอง คลังทองของผู้ประกอบการ หรือทองคำจริงที่ต้องส่งมอบระหว่างคู่ค้า

เช่นเดียวกัน ราคาทองคำที่ใช้กันในประเทศมีความสำคัญอย่างมากต่อผู้บริโภค แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน HAU ของฮ่องกง ซึ่งถูกออกแบบให้เชื่อมกับตลาด OTC ระบบเคลียร์ริ่ง และสถานที่ส่งมอบเฉพาะ

ไทยจึงไม่ได้ขาด “ราคา” แต่ยังมีคำถามว่า ราคาที่เรามีจะเชื่อมกับข้อมูลสินค้า คลังทอง ธุรกรรมสถาบัน และตลาดต่างประเทศได้มากเพียงใด

ตลาดใหญ่ย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องดูแล

ตลาดทองคำไทยมีขนาดใหญ่จนสามารถส่งผลต่อค่าเงินบาทได้

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ในบางช่วงมูลค่าการซื้อขายทองคำรายวันเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับปริมาณซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ และบางจังหวะกลุ่มบริษัททองคำมีการขายดอลลาร์สุทธิคิดเป็น 40–50% ของปริมาณการขายดอลลาร์สุทธิทั้งประเทศในช่วงนั้น

ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 การกำกับธุรกรรมทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีความเข้มงวดขึ้น รวมถึงการกำหนดวงเงินซื้อขายสูงสุด 50 ล้านบาทต่อคน ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม และการรายงานข้อมูลธุรกรรมที่ละเอียดขึ้น

เรื่องนี้สะท้อนว่า การพัฒนาตลาดทองคำของไทยไม่สามารถพูดเฉพาะด้านการเติบโตหรือการเพิ่มปริมาณซื้อขายได้

ตลาดต้องเดินสองด้านพร้อมกัน

ด้านหนึ่งคือสร้างโอกาสใหม่

อีกด้านหนึ่งคือต้องดูแลค่าเงินบาท ระบบชำระเงิน การป้องกันการฟอกเงิน และความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น แนวคิด Gold Hub ของไทยไม่ควรถูกวัดเพียงว่า มีการซื้อขายมากขึ้นเท่าใด แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ประเทศได้มูลค่าเพิ่มอะไร ความเสี่ยงลดลงหรือไม่ และผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองดีขึ้นเพียงใด

ไทยจำเป็นต้องเป็น Gold Hub เหมือนประเทศอื่นหรือไม่

คำตอบอาจเป็น ไม่จำเป็น

ฮ่องกงสร้าง HAU เพราะมีจุดแข็งจากการเป็นประตูเชื่อมตลาดจีน

สิงคโปร์พัฒนาคลังทองและระบบเคลียร์ริ่ง เพราะมีจุดแข็งจากเครือข่ายธนาคารระดับโลกและอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์

ลาวเริ่มจาก Bullion Bank เพราะต้องการนำทองคำเข้าสู่ระบบการเงินและสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศ

แต่ละแห่งไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า จะเลียนแบบใคร

พวกเขาเริ่มจากคำถามว่า จุดแข็งของตนเองคืออะไร

ประเทศไทยก็ควรคิดแบบเดียวกัน

เราอาจไม่จำเป็นต้องสร้างราคาแบบ HAU ไม่จำเป็นต้องแข่งขันรับฝากทองคำของธนาคารกลางแบบสิงคโปร์ และไม่จำเป็นต้องตั้ง Bullion Bank แบบลาว

สิ่งที่ไทยควรถามคือ

เราจะทำให้ตลาดทองคำ 96.5% ร้านทอง โรงกลั่น อุตสาหกรรมเครื่องประดับ ระบบตรวจสอบ และตลาดการเงินที่มีอยู่แล้ว ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นอย่างไร

ก่อนจะเป็น Hub ไทยอาจต้องเริ่มจาก Network

ข้อเสนอหนึ่งที่น่าพิจารณาคือ ไทยยังไม่ควรรีบเริ่มจากการประกาศชื่อ Thailand Gold Hub

เพราะ Gold Hub ไม่ได้เกิดขึ้นจากชื่อโครงการ อาคาร หรือพิธีเปิด

Gold Hub เกิดขึ้นเมื่อผู้ค้า สถาบันการเงิน ผู้ผลิต และตลาดต่างประเทศเชื่อมั่นว่า ระบบนั้นมีมาตรฐาน ใช้งานได้จริง และช่วยลดต้นทุนหรือความเสี่ยงให้พวกเขาได้

ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ไทยอาจเริ่มจากสิ่งที่เรียกว่า Thailand Gold Network

คำนี้ไม่ใช่ชื่อโครงการทางการ แต่เป็นภาพของเครือข่ายที่เชื่อมสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ทำงานร่วมกัน

ร้านทองไม่จำเป็นต้องกลายเป็นธนาคาร

โรงกลั่นไม่จำเป็นต้องกลายเป็นตลาดซื้อขาย

คลังทองไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้เจ้าของรายเดียว

แต่ทุกฝ่ายควรสามารถใช้ข้อมูล มาตรฐาน และกระบวนการที่เชื่อมต่อกันได้

หากทำสำเร็จ Thailand Gold Network จะเป็นรากฐานที่ทำให้สถานะ Thailand Gold Hub ค่อย ๆ เกิดขึ้นจากการยอมรับของตลาดในภายหลัง

ไทยควรเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด

1. ทำให้ทองคำไทยตรวจสอบและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ทองคำ 96.5% เป็นจุดแข็งของไทย แต่สำหรับตลาดต่างประเทศ อาจต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า ทองผลิตจากที่ใด มีน้ำหนักและความบริสุทธิ์เท่าใด ผ่านการตรวจสอบอย่างไร และสามารถแปลงเป็นมาตรฐาน 99.99% หรือหน่วยสากลได้อย่างไร

การมีหมายเลขประจำแท่ง ข้อมูลชุดผลิต ผลตรวจ และประวัติแหล่งที่มา จะช่วยให้ทองคำไทยเชื่อมกับแนวคิด Gold Bar Integrity และตลาดดิจิทัลในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ไม่จำเป็นต้องเปิดข้อมูลทางการค้าทั้งหมดต่อสาธารณะ แต่ควรมีระบบที่ทำให้ผู้ซื้อ คลัง โรงกลั่น และหน่วยงานตรวจสอบสามารถยืนยันข้อมูลสำคัญร่วมกันได้

2. ยกระดับบทบาทโรงกลั่นและทองคำหมุนเวียน

ประเทศไทยมีตลาดรับซื้อทองเก่าและทองรูปพรรณขนาดใหญ่ ทองคำจำนวนมากจึงไม่ได้เข้าสู่ระบบจากเหมืองโดยตรง แต่หมุนเวียนกลับมาจากผู้บริโภค

นี่เป็นโอกาสของไทยในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้าน

  • การรีไซเคิลทองคำ
  • การกลั่นทองคำ
  • การตรวจสอบความบริสุทธิ์
  • การผลิตทองคำแท่งและกิโลบาร์
  • Responsible Sourcing
  • การรับรองทองคำหมุนเวียน

บทบาทนี้สร้างมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมจริง และสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาและห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

3. เชื่อมคลัง การชำระเงิน และการส่งมอบ

ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ ธนาคาร โรงกลั่น และผู้นำเข้า–ส่งออกมีธุรกรรมที่ต้องโอนเงินและส่งมอบทองคำระหว่างกันอยู่แล้ว

สิ่งที่ไทยควรศึกษา ไม่จำเป็นต้องเป็นการตั้งตลาดใหม่ แต่เป็นระบบหลังบ้านที่ช่วยให้การส่งมอบทองคำและการชำระเงินเกิดขึ้นควบคู่กัน หรือ Delivery versus Payment

หากเริ่มทดลองในวงจำกัด ระหว่างผู้ประกอบการและคลังที่ผ่านเกณฑ์ ระบบดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงของคู่สัญญา ลดงานกระทบยอด และสร้างข้อมูลที่ตรวจสอบได้มากขึ้น

4. วางกติกาทองคำดิจิทัลให้ชัดก่อนขยายตลาด

ทุกวันนี้ประชาชนสามารถซื้อ ออม หรือถือทองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้หลายรูปแบบ

แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ เช่น

ลูกค้าเป็นเจ้าของทองจริงหรือเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท

ทองถูกเก็บไว้ที่ใด

แยกจากทรัพย์สินของผู้ให้บริการหรือไม่

ตรวจสอบยอดทองรองรับอย่างไร

สามารถถอนทองจริงได้เมื่อใด

หากผู้ให้บริการหยุดกิจการ ลูกค้าจะได้รับสิทธิอย่างไร

คำถามเหล่านี้สำคัญกว่าเทคโนโลยีหรือคำว่า Token

หากสิทธิของผู้ถือชัดเจน ไทยสามารถพัฒนาทองคำดิจิทัลได้อย่างมีความน่าเชื่อถือ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ทุกครั้ง

สิ่งที่ไทยไม่ควรรีบทำ

ไทยไม่ควรรีบสร้างสัญลักษณ์ราคาใหม่ เพียงเพราะฮ่องกงมี HAU

ไม่ควรรีบออก Token เพียงเพราะตลาดโลกกำลังพูดถึงทองคำดิจิทัล

และไม่ควรสร้างตลาดหรือหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ก่อนรู้ว่าระบบเดิมมีช่องว่างตรงไหน

สิ่งที่มีค่ากว่าการเปิดตัวโครงการใหญ่ คือการทำให้ของเดิมทำงานดีขึ้น

หากราคาทอง ข้อมูลสินค้า ห้องตรวจสอบ คลังทอง โรงกลั่น ระบบชำระเงิน และแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถเชื่อมกันได้ ประเทศไทยจะมีพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าการมีชื่อ Gold Hub แต่ไม่มีผู้ใช้งานจริง

ก้าวแรกไม่จำเป็นต้องใหญ่

สิ่งที่ไทยเริ่มทำได้ อาจเป็นเพียงโครงการนำร่องไม่กี่เรื่อง

เริ่มจากการจัดทำแผนที่ว่า ทองคำเดินทางผ่านระบบไทยอย่างไร ตั้งแต่นำเข้า โรงกลั่น ร้านทอง แพลตฟอร์ม ไปจนถึงการส่งออก

จากนั้นกำหนดมาตรฐานข้อมูลสินค้าที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน

ทดลองเชื่อมคลังทองและการชำระเงินในวงจำกัด

ยกระดับการตรวจสอบแหล่งที่มาและทองคำหมุนเวียน

และสร้างเวทีที่รัฐกับภาคเอกชนสามารถออกแบบระบบร่วมกัน โดยไม่กำหนดคำตอบไว้ล่วงหน้าว่าต้องสร้างตลาดใหม่หรือหน่วยงานใหม่

Gold Hub ที่ดีควรสร้างมูลค่า ไม่ใช่เพียงปริมาณ

ความสำเร็จของตลาดทองคำไทยไม่ควรวัดจากยอดซื้อขายเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ควรวัดมากกว่าคือ

  • ไทยสร้างรายได้จากการกลั่น การผลิต และบริการมากขึ้นหรือไม่
  • ทองคำสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้นหรือไม่
  • ต้นทุนส่งมอบและชำระราคาลดลงหรือไม่
  • ผู้บริโภคเข้าใจสิทธิของตนเองชัดขึ้นหรือไม่
  • ข้อพิพาทและความเสียหายลดลงหรือไม่
  • ผู้ประกอบการไทยเชื่อมตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้นหรือไม่
  • ระบบ AML/CFT มีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่
  • มาตรฐานทองคำไทยได้รับการยอมรับในภูมิภาคมากขึ้นหรือไม่

หากคำตอบของคำถามเหล่านี้ดีขึ้น ประเทศไทยอาจกำลังเข้าใกล้สถานะ Gold Hub แม้ยังไม่ได้ประกาศใช้ชื่อนั้นอย่างเป็นทางการ

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ท้ายแถว และไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม

เราอาจยังไม่มีราคา HAU ไม่มีคลังทองของธนาคารกลางต่างประเทศ และไม่มี Bullion Bank

แต่ไทยมีตลาดทองคำที่ประชาชนใช้จริง มีระบบราคาที่คนทั้งประเทศติดตาม มีทองคำ 96.5% ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ มีร้านทองและผู้ประกอบการจำนวนมาก มีอุตสาหกรรมเครื่องประดับ มีห้องตรวจสอบ และมีตลาดอนุพันธ์อยู่แล้ว

สิ่งที่ไทยยังขาดไม่ใช่ทองคำ ไม่ใช่ผู้ซื้อ และไม่ใช่ความเชี่ยวชาญ

สิ่งที่ยังขาดคือการทำให้สิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด เชื่อมกันเป็นระบบที่โปร่งใสและใช้ร่วมกันได้

สรุป

เมื่อโลกกำลังเร่งสร้าง Gold Hub ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบเลือกว่าจะเดินตามฮ่องกง สิงคโปร์ หรือลาว

ไทยควรเริ่มจากการเข้าใจจุดแข็งของตนเอง และนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น

Thailand Gold Network จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นก้าวแรก

เป็นเครือข่ายที่ทำให้ราคา ร้านทอง โรงกลั่น ห้องตรวจสอบ คลังทอง ธนาคาร ระบบชำระเงิน และข้อมูลดิจิทัลเชื่อมต่อกันได้

หากเครือข่ายนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม และดึงผู้ประกอบการในภูมิภาคเข้ามาใช้บริการได้จริง สถานะ Thailand Gold Hub จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเองจากการยอมรับของตลาด

ไม่ใช่เพราะประเทศไทยประกาศว่าเป็นศูนย์กลาง

แต่เพราะตลาดมองว่า ประเทศไทยมีสิ่งที่พวกเขาต้องการใช้จริง


หมายเหตุสำคัญ: บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์เชิงข้อมูลและข้อเสนอทั่วไป มิใช่คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะเพื่อการลงทุน และมิใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการของหน่วยงานหรือองค์กรใด การพัฒนาโครงสร้างตลาดทองคำจำเป็นต้องพิจารณากฎหมาย เสถียรภาพทางการเงิน AML/CFT การคุ้มครองผู้บริโภค และผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

- Advertisement -
Mr.Gold
Mr.Gold
หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มข้อมูลข่าวสารให้ผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำ
- Advertisement -
- Advertisement -
RELATED ARTICLES
- Advertisement -
- Advertisement -

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ

- Advertisement -