หน้าแรกEditor’s Picksทองจะลงไปสุดที่เท่าไหร่? อ่านแรงขาย มองแนวรับ ท่ามกลางความกลัวของตลาด

ทองจะลงไปสุดที่เท่าไหร่? อ่านแรงขาย มองแนวรับ ท่ามกลางความกลัวของตลาด

- Advertisement -

บทบรรณาธิการ GOLD.in.th | 31 ตุลาคม 2569
ข้อมูลตลาดโลกถึงช่วงปลายการซื้อขายสหรัฐฯ วันที่ 30 ตุลาคม และข้อมูลราคาทองไทยวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 09:12 น.

“ทองจะลงไปสุดที่เท่าไหร่?” น่าจะเป็นคำถามที่อยู่ในใจผู้ลงทุนจำนวนมากในสุดสัปดาห์นี้ หลังราคาทองคำร่วงหลุดระดับ 3,900 ดอลลาร์ ความกังวลเริ่มเข้ามาแทนที่ความหวังว่าจะเห็นราคาตั้งหลัก ขณะที่ผู้ถือทองต้องกลับมาทบทวนว่า การปรับลงรอบนี้เป็นเพียงช่วงพักฐาน หรือยังมีแรงขายรออยู่อีกมาก

คำถามนี้เข้าใจได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เห็นมูลค่าทองในมือลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในวันที่ตลาดเคลื่อนไหวด้วยความกลัว การพยายามหาตัวเลขเดียวมายืนยันว่า “ตรงนี้คือจุดต่ำสุด” อาจทำให้มองข้ามสิ่งสำคัญกว่า นั่นคืออะไรที่กำลังกดดันราคา และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น พอร์ตของเราจะรับแรงกระแทกได้เพียงใด

เพราะแม้ไม่มีใครบอกจุดต่ำสุดได้อย่างแน่นอน แต่เรายังสามารถอ่านทิศทางแรงกดดัน มองบริเวณที่ตลาดอาจเริ่มตั้งหลัก และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องรอให้ทายราคาถูกเสียก่อน

เมื่อทองถูกขาย ในวันที่ตลาดต้องการความปลอดภัย

รายงานตลาดภาคค่ำของ Kitco วันที่ 30 ตุลาคม ระบุว่า Gold Spot เคลื่อนไหวใกล้ 3,879.90 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ลดลงประมาณ 3.52% ณ ช่วงเวลาที่รายงาน สะท้อนแรงขายที่เร่งตัวในช่วงปลายตลาดสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ราคาปิดมาตรฐานของทุกแหล่งข้อมูล

สิ่งที่ทำให้ผู้ลงทุนไม่สบายใจ อาจไม่ใช่เพียงขนาดของการปรับลง แต่เป็นภาพที่ทองยังถูกขายออกมาในช่วงที่ตลาดการเงินกำลังเผชิญความกังวล ทั้งที่หลายคนคุ้นเคยกับบทบาทของทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ความต้องการความปลอดภัยกับความต้องการเงินสดไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เมื่อผู้ลงทุนเผชิญผลขาดทุนในตลาดอื่น หรือต้องลดความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน สินทรัพย์ที่ขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ก็อาจถูกขายตามไปด้วย ทองคำจึงไม่ได้ปรับขึ้นทุกครั้งที่ตลาดหุ้นปรับลง และบทบาทในการกระจายความเสี่ยงระยะยาวก็ไม่ได้ป้องกันความผันผวนในแต่ละวัน

ภาพเช่นนี้ทำให้การอ่านตลาดต้องมองให้พ้นจากคำอธิบายง่าย ๆ ว่า “มีความเสี่ยง ทองต้องขึ้น” เพราะในบางช่วง แรงกดดันด้านสภาพคล่องและการปรับพอร์ตอาจมีน้ำหนักมากกว่าความต้องการถือทองเพื่อความมั่นคง

ขณะเดียวกัน แรงขายรอบนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดทองยังวางใจไม่ได้

แถลงการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 28 ตุลาคม ระบุว่า เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75–4.00% ด้วยมติ 10 ต่อ 2 เสียง โดยกรรมการสองรายเห็นควรขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เฟดยังประเมินว่าเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง แม้ผลประชุมไม่ได้หมายความว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไปอย่างแน่นอน แต่ก็ทำให้ความหวังเรื่องนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงยังมีข้อจำกัด

สำหรับทองคำซึ่งไม่มีรายได้ดอกเบี้ย ภาวะที่ดอกเบี้ยอาจอยู่สูงนานกว่าคาดย่อมเป็นแรงกดดัน ส่วนเงินเฟ้อที่สูงขึ้นก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อทองทันทีเสมอไป หากตลาดมองว่าเงินเฟ้อจะผลักให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายเข้มงวดกว่าเดิม

นี่คือเหตุผลที่ข่าวความตึงเครียดระหว่างประเทศและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งผลต่อทองได้สองทาง ด้านหนึ่งกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ย โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ว่าราคาน้ำมันและข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่หนุนความกังวลต่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ย และกดดันตลาดทองในช่วงดังกล่าว

หลังหลุด 3,900 ดอลลาร์ ตลาดจะมองตรงไหนต่อ

เมื่อปัจจัยพื้นฐานยังไม่คลายแรงกดดัน แนวรับทางเทคนิคจึงกลายเป็นบริเวณที่ผู้ลงทุนใช้ติดตามว่า แรงขายเริ่มชะลอลงหรือยัง แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “จุดที่อาจมีแรงรับ” กับ “จุดที่ราคาจะหยุดลงแน่นอน”

ก่อนแรงขายระลอกล่าสุด บทวิเคราะห์ GOLD.in.th วันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งจัดทำขณะราคาอยู่บริเวณ 3,982 ดอลลาร์ ระบุระดับ 3,839 ดอลลาร์ ไว้เป็นหนึ่งในแนวรับด้านล่าง ระดับนี้จึงยังเป็นจุดอ้างอิงสำหรับดูปฏิกิริยาของราคา หากตลาดอ่อนตัวต่อ แต่ยังไม่ใช่ฐานที่ได้รับการยืนยันแล้ว

ถัดลงมา บริเวณ 3,800–3,780 ดอลลาร์ เป็นเขตแนวรับที่ Kitco ระบุไว้หลังราคาหลุดบริเวณ 3,890 ดอลลาร์ ขณะที่ด้านบนมี 3,890–3,910 ดอลลาร์ เป็นพื้นที่ติดตามการฟื้นตัว หากราคากลับขึ้นไปและรักษาระดับไว้ได้ ก็จะช่วยลดแรงกดดันระยะสั้นลงบางส่วน

ตัวเลขเหล่านี้ควรอ่านต่อเนื่องกับพฤติกรรมตลาด หากราคาลงถึงแนวรับแล้วเริ่มทรงตัว การย่อตัวครั้งต่อมาไม่ทำจุดต่ำใหม่ และการฟื้นมีความต่อเนื่อง ภาพการตั้งหลักย่อมมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หากดีดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วกลับลงมาทำจุดต่ำกว่าเดิม ก็สะท้อนว่าแรงขายยังไม่หมดไป

แม้ราคาจะลงแรงจนดูเหมือน “ถูกลงมากแล้ว” หรืออินดิเคเตอร์เข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการปรับฐานสิ้นสุด ตลาดที่อยู่ภายใต้แรงขายสามารถอ่อนตัวต่อได้ แม้จะมีการฟื้นสลับเป็นระยะ

ส่วนกรณีที่ราคาหลุด 3,780 ดอลลาร์และไม่สามารถกลับขึ้นมายืนเหนือได้ กรอบประเมินเดิมจะต้องถูกทบทวนอีกครั้ง ข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้ยังไม่เพียงพอจะระบุแนวรับลึกถัดไปอย่างมีน้ำหนัก การไม่รีบเติมตัวเลขลงไปจึงตรงไปตรงมากว่าการสร้างความมั่นใจว่าตลาดต้องหยุดในจุดใดจุดหนึ่ง

แนวรับมีประโยชน์เมื่อใช้ตรวจสอบสถานการณ์ และพร้อมปรับมุมมองเมื่อข้อมูลเปลี่ยน

ภาพระยะยาวยังต้องติดตาม แต่ไม่ได้รับประกันว่าระยะสั้นจะไม่ลง

ท่ามกลางแรงขาย ผู้ลงทุนอีกส่วนอาจมองว่าทองยังมีบทบาทในการกระจายความเสี่ยง และยังมีความต้องการจากผู้ซื้อระยะยาว ประเด็นนี้เป็นส่วนสำคัญของภาพใหญ่ แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับข้อมูลจริง ทั้งความต้องการทองแท่งและเหรียญ กระแสเงินเข้าออกกองทุน ETF และการซื้อขายของธนาคารกลาง ซึ่งติดตามได้จาก รายงาน Gold Demand Trends ของ World Gold Council

อย่างไรก็ดี แรงซื้อระยะยาวกับแรงขายระยะสั้นสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ข้อมูลความต้องการทองรายไตรมาสจึงไม่ควรถูกนำมาใช้ยืนยันว่าราคาวันถัดไปจะไม่ลง หรือแนวรับใดจะต้องรับอยู่

สิ่งที่จะช่วยให้ภาพตลาดมั่นคงขึ้นจึงต้องมาจากหลายด้านประกอบกัน ทั้งการผ่อนคลายของแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ย ความตึงตัวด้านสภาพคล่องที่ลดลง และพฤติกรรมราคาที่เริ่มสะท้อนว่าแรงขายกำลังหมดกำลัง ไม่ใช่อาศัยข่าวบวกเพียงเรื่องเดียว

สำหรับผู้ถือทองในประเทศไทย ยังมีอีกตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้ นั่นคือค่าเงินบาท เพราะการลดลงของทองโลกไม่ได้แปลว่าราคาทองไทยจะลดลงในสัดส่วนเดียวกันเสมอไป

หากทองโลกลงพร้อมเงินบาทอ่อนค่า ผลกระทบต่อทองไทยอาจถูกลดทอนบางส่วน แต่หากเงินบาทแข็งค่าในเวลาเดียวกัน แรงกดดันต่อราคาในประเทศอาจเพิ่มขึ้น การนำแนวรับดอลลาร์มาแปลงเป็นราคาทองไทยจึงต้องระบุสมมติฐานค่าเงิน รวมถึงคำนึงถึงส่วนต่างตลาดและราคารับซื้อ–ขายออกด้วย

ผู้อ่านสามารถใช้ เครื่องคำนวณราคาทองไทยของ GOLD.in.th เพื่อเปรียบเทียบผลของ Gold Spot และเงินบาทในหลายสถานการณ์ โดยตัวเลขที่ได้เป็นเพียงประมาณการ ไม่ใช่ราคาประกาศหรือราคารับซื้อที่รับประกัน

คำถามที่ควรถามพอร์ต ก่อนถามหาจุดต่ำสุด

ในวันที่ความกลัวเพิ่มขึ้น ผู้ลงทุนแต่ละคนอาจมองราคาทองตัวเดียวกันด้วยความรู้สึกต่างกันมาก ผู้ที่ถือด้วยเงินออมระยะยาวย่อมมีข้อจำกัดต่างจากผู้ที่ต้องใช้เงินในเร็ววัน ขณะที่ผู้มีภาระเงินกู้หรือหลักประกันก็เผชิญแรงกดดันอีกแบบหนึ่ง

การประเมินพอร์ตจึงควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของตนเองว่า เงินส่วนนี้ต้องใช้เมื่อใด ทองมีสัดส่วนมากเพียงใดเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมด และหากมูลค่าทองลดลงต่อ ผลกระทบจะอยู่ในระดับที่รับได้หรือไม่

ตัวอย่างเชิงสมมติ หากทองมีสัดส่วน 30% ของพอร์ต และมูลค่าทองส่วนนี้ลดลงอีก 10% โดยสินทรัพย์อื่นไม่เปลี่ยนแปลง พอร์ตโดยรวมจะลดลงประมาณ 3% ตัวเลขนี้ไม่ได้คาดการณ์ว่าทองจะลงอีก 10% หรือเสนอให้ถือทองในสัดส่วนดังกล่าว แต่ช่วยให้เห็นว่าความเสี่ยงของพอร์ตขึ้นอยู่กับทั้งการเปลี่ยนแปลงราคาและขนาดการถือครอง

เมื่อมองผลกระทบเป็นจำนวนเงินจริง การวางแผนจะชัดขึ้นกว่าการเฝ้ารอเพียงว่าราคาจะกลับไปถึงต้นทุนเมื่อใด และช่วยลดโอกาสเปลี่ยนแผนตามความกลัวหรือความหวังในแต่ละช่วง

ท้ายที่สุด คำถามว่า “ทองจะลงไปสุดที่เท่าไหร่” อาจยังไม่มีคำตอบที่แน่นอนในสุดสัปดาห์นี้ แต่หากแรงขายยังไม่คลี่คลาย บริเวณ 3,839 ดอลลาร์ และถัดลงมาที่ 3,800–3,780 ดอลลาร์ เป็นแนวรับที่ควรติดตามว่าตลาดจะเริ่มตั้งหลักได้หรือไม่ โดยไม่มีระดับใดรับประกันว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของการปรับลง

หากเทียบให้เห็นภาพสำหรับผู้ซื้อทองแท่งในประเทศ ระดับ 3,839 ดอลลาร์จะใกล้เคียงกับ ราคาขายออกทองคำแท่ง 96.5% ประมาณ 61,500 บาทต่อบาททองคำ ส่วนบริเวณ 3,800–3,780 ดอลลาร์จะอยู่ราว 60,600–60,900 บาทต่อบาททองคำ โดยประมาณการเทียบจาก ฐานราคาทองวันที่ 31 ตุลาคม และสมมติให้เงินบาทอยู่ใกล้ 33.72 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงส่วนต่างตลาดในประเทศคงเดิม ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงภาพเทียบเคียง ไม่ใช่ราคาประกาศล่วงหน้าของสมาคมค้าทองคำ และอาจเปลี่ยนไปหากเงินบาทหรือส่วนต่างตลาดขยับ

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้ราคาลงถึงตัวเลขใดแล้วเชื่อว่าจะหยุดอยู่ตรงนั้น แต่คือการเข้าใจว่าอะไรกำลังกดดันตลาด รู้ว่าข้อมูลแบบใดจะทำให้ต้องเปลี่ยนมุมมอง และเตรียมพอร์ตให้รองรับได้ทั้งกรณีที่ทองเริ่มฟื้นและกรณีที่ยังอ่อนตัวต่อ

เพราะจุดต่ำสุดมักชัดเจนเมื่อผ่านไปแล้ว แต่ความพร้อมของพอร์ตไม่จำเป็นต้องรอถึงวันนั้น


บทความนี้เป็นบทบรรณาธิการและข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบความเข้าใจภาวะตลาด ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ไม่ใช่การเสนอจุดซื้อหรือขาย และไม่รับรองระดับราคาหรือผลตอบแทน แนวรับและสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลใหม่ ผู้อ่านควรพิจารณาฐานะการเงิน วัตถุประสงค์ และความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจ

- Advertisement -
Mr.Gold
Mr.Gold
หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มข้อมูลข่าวสารให้ผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำ
- Advertisement -
- Advertisement -
RELATED ARTICLES
- Advertisement -

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ

- Advertisement -