ธนาคารกลางกลับมาซื้อทองคำอีกครั้ง สะท้อนบทบาท “ทองคำสำรอง” ในระบบการเงินโลก
ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดทองคำอีกครั้งในเดือนเมษายน 2026 หลังจากเดือนมีนาคมเคยเกิดแรงขายสุทธิจากภาคธนาคารกลาง โดยข้อมูลล่าสุดจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิรวม 17 ตันในเดือนเมษายน นำโดยธนาคารกลางโปแลนด์และธนาคารกลางจีน
แม้ตัวเลข 17 ตันอาจไม่ได้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำอย่างแข็งแกร่งในรอบก่อนหน้า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ทิศทาง” ของการถือครองทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนไป ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์บริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และความเสี่ยงในระบบการเงินโลก
โปแลนด์และจีนยังเป็นผู้เล่นหลักในฝั่งซื้อทองคำ
ข้อมูลจาก World Gold Council ซึ่งถูกรายงานต่อโดย Kitco News ระบุว่า ธนาคารกลางโปแลนด์เป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่สุดในเดือนเมษายน โดยซื้อเพิ่ม 14 ตัน ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีของโปแลนด์เพิ่มขึ้นเป็น 45 ตัน และทำให้ทองคำสำรองของโปแลนด์อยู่ที่ประมาณ 595 ตัน หรือราว 30% ของทุนสำรองทั้งหมด
ขณะที่ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำเพิ่ม 8 ตันในเดือนเดียวกัน ถือเป็นระดับการซื้อรายเดือนสูงสุดของจีนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 และยังเป็นการซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 สะท้อนว่าจีนยังคงทยอยเพิ่มน้ำหนักทองคำในทุนสำรอง แม้ราคาทองคำโลกอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับอดีต
สำหรับจีน ทองคำสำรองอย่างเป็นทางการอยู่ที่ประมาณ 2,322 ตัน หรือคิดเป็นราว 9% ของทุนสำรองทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแม้จีนถือทองคำในปริมาณมาก แต่เมื่อเทียบกับขนาดทุนสำรองทั้งหมด สัดส่วนทองคำของจีนยังมีพื้นที่ให้เพิ่มได้อีก หากธนาคารกลางจีนต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ในระยะยาว
ECB ชี้ทองคำขึ้นเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำรองหลักของโลก
อีกประเด็นที่ทำให้ภาพของตลาดทองคำมีน้ำหนักมากขึ้น คือรายงานของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ซึ่งถูกรายงานโดย Kitco News ว่า ณ สิ้นปี 2025 ทองคำมีสัดส่วนประมาณ 27% ของทุนสำรองทางการทั่วโลก สูงกว่าสัดส่วนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ U.S. Treasuries ที่อยู่ราว 22%
อย่างไรก็ตาม ECB ระบุชัดว่า การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนทองคำในทุนสำรองโลกไม่ได้เกิดจากการซื้อทองเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนสำคัญมาจาก “ผลของราคา” เพราะราคาทองคำปรับขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปี 2024–2025 ทำให้มูลค่าทองคำที่ธนาคารกลางถืออยู่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ประเด็นนี้ทำให้บทบาทของทองคำในระบบการเงินโลกน่าสนใจมากขึ้น เพราะแม้ทองคำจะไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีผลตอบแทนประจำ และมีต้นทุนในการจัดเก็บ แต่ในช่วงที่โลกเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของค่าเงิน และความกังวลต่อหนี้สาธารณะ ทองคำยังคงได้รับบทบาทเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ภาระผูกพันของประเทศใดประเทศหนึ่ง
กรณีอินเดีย สะท้อนความอ่อนไหวของตลาดต่อทองคำสำรอง
ในช่วงเดียวกัน ตลาดยังจับตาประเด็นเกี่ยวกับอินเดีย หลังมีรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า Reserve Bank of India หรือ RBI อาจขายทองคำสำรองมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อบริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและพยุงค่าเงินรูปี ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม Kitco News รายงานว่า RBI ได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุว่าข่าวการขายทองคำไม่ถูกต้อง และยืนยันว่าสต็อกทองคำจริงของธนาคารกลางอินเดียยังไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ 880.52 ตัน ขณะที่ Reuters รายงานในทิศทางเดียวกันว่า RBI ปฏิเสธรายงานการขายทองคำสำรอง และย้ำว่าสต็อกทองคำจริงยังคงเดิม
แม้ประเด็นนี้จะยังมีมุมที่ตลาดตั้งคำถามต่อการตีความข้อมูลทุนสำรอง แต่สำหรับนักลงทุนทองคำ สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดให้ความสำคัญกับ “ทองคำสำรองของธนาคารกลาง” มากเพียงใด เพราะเพียงแค่มีรายงานว่าธนาคารกลางขนาดใหญ่อาจขายทอง ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดหันกลับมาประเมินบทบาทของทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศทันที
ทองคำไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ลงทุน แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงระดับประเทศ
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลล่าสุดของ World Gold Council ประกอบกับรายงานของ ECB และท่าทีของ RBI จะเห็นได้ว่า ทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับนักลงทุนรายย่อยหรือกองทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในระดับประเทศ
ในภาวะปกติ ธนาคารกลางอาจถือสินทรัพย์สกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หรือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซับซ้อนขึ้น มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินเกิดขึ้นบ่อยขึ้น และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ทองคำจึงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบหนี้ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
การซื้อทองคำของโปแลนด์ จีน และธนาคารกลางในยุโรปตะวันออกและเอเชีย จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้น แต่ควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลเงินหลัก และเพิ่มสินทรัพย์ที่มีสถานะเป็นกลางมากขึ้นในระบบการเงินโลก
ผลต่อตลาดทองคำ: เป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว
สำหรับราคาทองคำในตลาดโลก การซื้อทองของธนาคารกลางยังถือเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้าง เพราะช่วยสร้างอุปสงค์ระยะยาวให้กับตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งทิศทางดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ การคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดังนั้น การซื้อทองคำของธนาคารกลางจึงเป็นปัจจัยบวกในเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นทันทีทุกครั้ง เพราะในระยะสั้น ตลาดยังอาจผันผวนตามตัวเลขเศรษฐกิจ ทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไรได้เช่นเดิม
บทสรุป
ธนาคารกลางกลับมาซื้อทองคำสุทธิในเดือนเมษายน 2026 นำโดยโปแลนด์และจีน ขณะที่รายงานของ ECB ชี้ว่าทองคำมีบทบาทเพิ่มขึ้นในทุนสำรองโลก และกรณี RBI ปฏิเสธการขายทองคำสำรองของอินเดีย ก็สะท้อนให้เห็นว่าทองคำสำรองของธนาคารกลางยังเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินโลกให้ความสำคัญอย่างมาก
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ควรถูกมองเป็นสัญญาณระยะยาวว่า ทองคำยังมีแรงหนุนจากอุปสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของภาคธนาคารกลาง แต่การลงทุนในทองคำยังต้องพิจารณาความเสี่ยงระยะสั้นควบคู่กัน โดยเฉพาะค่าเงินบาท ราคาทองคำโลก ดอกเบี้ยสหรัฐฯ และภาวะตลาดการเงินโลก
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการติดตามภาวะตลาดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ






















