หน้าแรกบทความทำไมราคาทองยังทรงตัว แม้สัญญาณตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย

ทำไมราคาทองยังทรงตัว แม้สัญญาณตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย

- Advertisement -

ทำไมราคาทองยังทรงตัว แม้สัญญาณตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดทองคำอยู่ในภาวะที่ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยรู้สึกสับสนอยู่พอสมควร เพราะในด้านหนึ่ง ข่าวจากตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณของการชะลอความร้อนแรงลง หลังมีรายงานว่าฝั่งสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีบางเป้าหมายในอิหร่าน และมีความพยายามเปิดทางสู่การเจรจามากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาทองคำกลับไม่ได้อ่อนตัวลงแรงอย่างที่หลายคนคาดไว้ กลับยังยืนอยู่ในระดับสูงและแกว่งตัวอย่างระมัดระวังมากกว่าเป็นการย่อตัวแบบชัดเจน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ข่าวสงครามเบาลงหรือยัง” แต่คือ “ทำไมทองยังไม่ลงแรง” คำตอบคือ ราคาทองคำในปี 2026 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสงครามเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นผลรวมของหลายแรงกดดันที่ซ้อนกันอยู่ ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก

1) ข่าวตะวันออกกลางผ่อนคลาย ช่วยลดแรงซื้อทองระยะสั้น แต่ยังไม่พอให้ตลาดวางใจ

ตามธรรมชาติของตลาด ทองคำมักได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจเปิดทางสู่การเจรจาได้ ราคาทองจึงมีแรงกดดันให้พักฐานลงได้บ้าง ซึ่งเราเห็นภาพนี้ชัดจากรายงาน Reuters วันที่ 23 มีนาคมที่ระบุว่าทองคำฟื้นจากจุดต่ำระหว่างวันหลังทรัมป์เลื่อนการโจมตี แต่ราคายังอยู่ในภาวะอ่อนตัวต่อเนื่อง และถูกกดดันจากมุมมองเรื่องดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม การที่ความตึงเครียด “ลดลงบางส่วน” ไม่ได้แปลว่า ความเสี่ยงหายไปแล้ว Bloomberg รายงานเมื่อ 25 มีนาคมว่า ตลาดยังชั่งน้ำหนักความเป็นไปได้ของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าการพูดคุยยังดำเนินอยู่ แต่ฝั่งเตหะรานก็ยังปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ และยื่นเงื่อนไขของตัวเองกลับมา นั่นหมายความว่า ตลาดยังไม่สามารถตัดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ออกจากสมการได้เต็มที่

พูดง่าย ๆ คือ ข่าวดีมีผลช่วยลดแรงซื้อทองแบบ “ตื่นกลัว” ลงบางส่วน แต่ยังไม่มากพอให้ตลาดเชื่อว่าปัญหาจบแล้วจริง ๆ เมื่อความไม่แน่นอนยังอยู่ ราคาทองจึงมักไม่ยอมย่อลึกแบบง่าย ๆ

2) สิ่งที่กดดันทองตอนนี้ ไม่ได้มีแค่สงคราม แต่มีเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยด้วย

จุดที่น่าสนใจมากในรอบนี้คือ ทองคำไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวสงครามในรูปแบบเดิมทั้งหมด เพราะตลาดกำลังกังวลอีกเรื่องพร้อมกัน นั่นคือผลของสงครามต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้น้ำมันแพงขึ้น ตลาดก็จะกังวลว่าธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นานขึ้น หรืออย่างน้อยลดดอกเบี้ยได้ช้ากว่าที่เคยหวังไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำในทางทฤษฎี เพราะทองไม่มีดอกผลในตัวเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นภาพที่ดูขัดกันอยู่บ้าง คือ แม้ทองจะยังมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในบางจังหวะก็ถูกขายลงแรงได้เหมือนกัน หากตลาดเชื่อว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามจะทำให้ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ความสัมพันธ์ของทองกับข่าวภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เส้นตรงอีกต่อไป แต่กลายเป็นเกมระหว่าง “ความกลัว” กับ “ต้นทุนของดอกเบี้ยสูง” ว่าอะไรจะมีน้ำหนักมากกว่าในแต่ละช่วงเวลา

3) ทองยังมีแรงพยุงจากภาพใหญ่ของโลกการเงิน

แม้แรงซื้อเพื่อหลบความเสี่ยงจะสลับขึ้นลงตามข่าวรายวัน แต่ภาพใหญ่ของทองคำยังมีฐานรองรับที่แข็งแรงอยู่มาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำรวมปี 2025 รวมตลาด OTC สูงเกิน 5,000 ตันเป็นครั้งแรก และมูลค่าความต้องการรวมแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยแรงขับสำคัญมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงการไหลเข้าของกองทุนทองคำ ETF และการซื้อทองแท่งกับเหรียญที่เร่งตัวขึ้น

นอกจากนี้ World Gold Council ยังระบุในมุมมองปี 2026 ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังน่าจะเป็นปัจจัยหนุนทองคำต่อเนื่องในปีนี้ พร้อมคาดว่าความต้องการจากธนาคารกลางจะยังอยู่ในระดับแข็งแรงใกล้เคียงปี 2025 และเม็ดเงินลงทุนในทองยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของตลาดพันธบัตร การคาดการณ์เรื่องดอกเบี้ย และแรงกดดันต่อดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อมีแรงรองรับเชิงโครงสร้างแบบนี้อยู่เบื้องหลัง ราคาทองจึงไม่ได้พึ่งพาเพียงข่าวสงครามวันต่อวันเท่านั้น ต่อให้ข่าวตะวันออกกลางเริ่มดีขึ้นบ้าง ตลาดก็ยังไม่จำเป็นต้องเทขายทองคำออกทั้งหมด เพราะนักลงทุนจำนวนมากยังมองทองเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

4) สิ่งที่นักลงทุนทองควรแยกให้ออก: “พักฐาน” ไม่เท่ากับ “จบขาขึ้น”

หลายครั้งที่ราคาทองอ่อนตัวลงหลังข่าวบวก นักลงทุนมักรีบสรุปว่าทองหมดรอบแล้ว แต่ในความเป็นจริง การพักฐานเป็นเรื่องปกติของสินทรัพย์ที่ขึ้นมามาก โดยเฉพาะในตลาดที่มีทั้งแรงซื้อเชิงปลอดภัยและแรงขายจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยวิ่งสวนกันอยู่ตลอด สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกว่า การลงนั้นเกิดจากการคลายกังวลชั่วคราว หรือเกิดจากการเปลี่ยนแนวโน้มใหญ่จริง ๆ

ในบริบทปัจจุบัน ภาพที่สมเหตุสมผลกว่าคือ ทองกำลังอยู่ในช่วงที่ตลาดพยายามหาสมดุลใหม่ ระหว่างข่าวบวกจากการทูตกับข่าวลบจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ดังนั้นคำว่า “ทองยังทรงตัว” จึงไม่ได้หมายถึงตลาดไร้ทิศทาง แต่หมายถึงตลาดยังไม่พร้อมตัดสินใจไปสุดทางด้านใดด้านหนึ่ง

สรุป

สาเหตุที่ราคาทองยังทรงตัว แม้สัญญาณตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง เป็นเพราะตลาดยังมองว่าความเสี่ยงยังไม่หายไปจริง ขณะเดียวกันทองคำยังมีแรงพยุงจากปัจจัยอื่นอีกหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าคาด ทิศทางดอกเบี้ยโลก และแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากนักลงทุนและธนาคารกลาง

ดังนั้น หากจะอ่านภาพทองในช่วงนี้ให้แม่นขึ้น อาจต้องเลิกมองเพียงว่า “ข่าวสงครามดีขึ้น = ทองต้องลง” แล้วหันมาดูภาพรวมให้ครบมากขึ้น เพราะในปี 2026 ทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับข่าวเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโลกทั้งใบที่ยังเต็มไปด้วยตัวแปรพร้อมกันหลายชั้น

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและมุมมองประกอบการติดตามภาวะตลาดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

- Advertisement -
Mr.Gold
Mr.Gold
หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มข้อมูลข่าวสารให้ผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำ
- Advertisement -
RELATED ARTICLES
- Advertisement -
- Advertisement -

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ

- Advertisement -