รัสเซียลดทองคำสำรอง สวนทางจีน–อินเดียที่ยังยึดทองเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์
เมื่อทองคำไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ปลอดภัย แต่กลายเป็น “เครื่องมือบริหารอำนาจทางการเงิน” ของรัฐ
ข่าวการลดทองคำสำรองของรัสเซียในเดือนเมษายน 2026 กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่ตลาดทองคำโลกไม่ควรมองข้าม เพราะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับพอร์ตตามภาวะราคาทองคำ แต่สะท้อนบทบาทใหม่ของทองคำในระบบการเงินโลก ที่กำลังถูกใช้ทั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สินทรัพย์ยุทธศาสตร์ และแหล่งสภาพคล่องยามที่รัฐเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
รายงานจาก Kitco News ระบุว่า ธนาคารกลางรัสเซียลดทองคำสำรองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ในเดือนเมษายน โดย ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 รัสเซียถือครองทองคำสำรองอยู่ราว 2,299 ตัน ลดลงประมาณ 6.2 ตัน ในเดือนเดียว และลดลงสะสมราว 28 ตัน นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ส่งผลให้ทองคำสำรองของรัสเซียลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022
การลดลงครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่สะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และหลังปี 2014 ที่รัสเซียเร่งลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐในทุนสำรองระหว่างประเทศ Kitco ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2002–2025 รัสเซียซื้อทองคำเพิ่มรวมมากกว่า 1,900 ตัน โดยซื้อเพิ่มกว่า 1,200 ตัน ในช่วงปี 2014–2019 เพียงช่วงเดียว
กล่าวอีกทางหนึ่ง รัสเซียไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ถือทองคำรายใหญ่” แต่เคยเป็นหนึ่งในแรงซื้อหลักของธนาคารกลางโลก การที่รัสเซียเริ่มลดทองคำสำรองต่อเนื่องจึงมีนัยมากกว่าตัวเลขการขายในระยะสั้น
รัสเซียขายทองเพราะอะไร: ภาพสะท้อนแรงกดดันงบประมาณและสภาพคล่อง
ประเด็นสำคัญของข่าวนี้ไม่ใช่แค่ว่ารัสเซียลดทองคำสำรองไปเท่าไร แต่คือ “เหตุผล” ที่อยู่ข้างหลัง
Kitco อ้างความเห็นนักวิเคราะห์ว่า การขายทองคำของธนาคารกลางรัสเซียเกี่ยวข้องกับธุรกรรมของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และอาจมีเป้าหมายเพื่อช่วยรองรับภาวะขาดดุลงบประมาณ รวมถึงเสริมสภาพคล่องด้านเงินตราต่างประเทศในช่วงที่รายได้จากการส่งออกพลังงานอ่อนตัวลง โดยมีการระบุว่าทองคำบางส่วนอาจถูกแลกเป็นเงินหยวน
นี่ทำให้ทองคำของรัสเซียมีบทบาทเหมือน “สินทรัพย์ฉุกเฉินของรัฐ” มากขึ้น เพราะเมื่อประเทศถูกจำกัดการเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศ และสินทรัพย์บางส่วนถูกแช่แข็งจากมาตรการคว่ำบาตร ทองคำที่ถือครองอยู่ในประเทศจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่นำมาใช้ได้จริงในยามจำเป็น
แต่ในเชิงตลาดโลก ปริมาณการลดลงราว 28 ตัน ตั้งแต่ต้นปี ยังไม่ใช่ตัวเลขใหญ่พอที่จะเปลี่ยนสมดุลตลาดทองคำโลกโดยลำพัง สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “สัญญาณ” ว่าประเทศที่มีแรงกดดันทางการคลังอาจเริ่มใช้ทองคำสำรองเป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่องมากขึ้น
ภาพรวมโลกยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นฝั่งขายสุทธิ
แม้รัสเซียจะลดทองคำสำรอง แต่ภาพรวมของธนาคารกลางทั่วโลกยังไม่ได้กลับทิศเป็นการขายสุทธิอย่างชัดเจน
รายงาน Gold Demand Trends Q1 2026 ของ World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองคำสุทธิประมาณ 244 ตัน ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี สะท้อนว่าความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองยังแข็งแรง แม้ในไตรมาสเดียวกันจะมีแรงขายเพิ่มขึ้นจากบางประเทศ เช่น ตุรกี รัสเซีย และกองทุน SOFAZ ของอาเซอร์ไบจาน
ผู้ซื้อรายใหญ่ในไตรมาสแรกคือ โปแลนด์ ซื้อเพิ่มราว 31 ตัน ทำให้ถือครองทองคำรวมประมาณ 582 ตัน ขณะที่ อุซเบกิสถาน ซื้อเพิ่มราว 25 ตัน ทำให้ถือครองรวมประมาณ 416 ตัน ส่วนฝั่งผู้ขายที่โดดเด่นคือ ตุรกี ซึ่งทองคำในภาคทางการลดลงราว 70 ตัน และ รัสเซีย ที่ลดลงราว 22 ตัน ในไตรมาสแรก ขณะที่ SOFAZ ขายออกประมาณ 22 ตัน
ภาพนี้ทำให้เห็นว่า ตลาดทองคำของธนาคารกลางในปี 2026 ไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบ “ทุกประเทศซื้อ” หรือ “ทุกประเทศขาย” แต่กำลังแยกเป็นสองกลุ่มชัดเจนขึ้น คือ ประเทศที่ซื้อเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ และประเทศที่ขายบางส่วนเพื่อใช้ทองคำเป็นแหล่งสภาพคล่อง
จีนยังเดินหน้าซื้อทอง สะท้อนยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาดอลลาร์
หากรัสเซียคือภาพของประเทศที่ “ใช้ทองคำ” เพื่อรับมือแรงกดดันทางการคลัง จีนคืออีกด้านหนึ่งของสมการ คือประเทศที่ยัง “สะสมทองคำ” อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับโครงสร้างทุนสำรองระยะยาว
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำเพิ่ม 8 ตัน ในเดือนเมษายน 2026 ซึ่งเป็นการซื้อรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 และเป็นการซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ส่งผลให้ทองคำสำรองอย่างเป็นทางการของจีนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,322 ตัน หรือราว 9% ของทุนสำรองทั้งหมด
ก่อนหน้านั้น จีนซื้อทองคำเพิ่ม 7 ตัน ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคมถือครองประมาณ 2,313 ตัน
ทิศทางนี้สะท้อนชัดว่า จีนยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ลงทุนระยะสั้น แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูงมาก แต่จีนยังทยอยสะสมต่อเนื่อง เพราะทองคำช่วยลดการพึ่งพาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ และลดความเสี่ยงจากระบบการเงินตะวันตกในระยะยาว
Reuters เคยวิเคราะห์ว่า การซื้อทองคำของจีนตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา สอดคล้องกับแนวโน้มลดการพึ่งพาดอลลาร์ และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสมดุลทุนสำรองให้เหมาะกับขนาดเศรษฐกิจของจีน โดยจีนยังมีสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองรวมต่ำกว่าประเทศตะวันตกขนาดใหญ่มาก
อินเดียไม่ได้เร่งซื้อเพิ่มมากนัก แต่เร่ง “นำทองกลับบ้าน”
อินเดียเป็นอีกประเทศที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้มีภาพการซื้อทองคำเพิ่มรุนแรงเหมือนจีน แต่มีความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการเพิ่มสัดส่วนทองคำที่เก็บไว้ภายในประเทศ
Reuters รายงานว่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 ธนาคารกลางอินเดียถือครองทองคำรวม 880.52 ตัน โดยในจำนวนนี้มี 680.05 ตัน ที่เก็บไว้ในประเทศ คิดเป็นมากกว่าสองในสามของทองคำสำรองทั้งหมด และสัดส่วนทองคำในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 16.7% จาก 13.92% เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2025
สิ่งที่น่าสนใจกว่าการซื้อเพิ่มคือ อินเดียได้ทยอยย้ายทองคำจำนวนมากกลับมาเก็บในประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากเดิมเมื่อเดือนมีนาคม 2024 ที่ทองคำสำรองน้อยกว่าครึ่งหนึ่งถูกเก็บไว้ในประเทศ
ในเชิงบรรณาธิการ นี่คือสัญญาณเดียวกับที่หลายประเทศเริ่มคิดคล้ายกันมากขึ้น คือ “ทองคำจะปลอดภัยที่สุดเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของตนเอง” โดยเฉพาะในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น และมาตรการอายัดสินทรัพย์ระหว่างประเทศกลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารกลางไม่อาจมองข้าม
ขณะเดียวกัน อินเดียยังเป็นตลาดผู้บริโภคทองคำขนาดใหญ่ World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำของอินเดียในไตรมาสแรกปี 2026 เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับ 151 ตัน โดยแรงซื้อทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นเด่นชัด แม้ราคาทองในประเทศจะปรับขึ้นแรงและกดดันความต้องการเครื่องประดับ
ประเทศที่ถือทองคำจำนวนมาก: ส่วนใหญ่ “นิ่ง” แต่ความหมายของทองคำเปลี่ยนไป
หากดูเฉพาะปริมาณทองคำสำรอง ประเทศที่ถือทองคำมากที่สุดของโลกยังคงเป็นกลุ่มเดิม โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า สหรัฐถือครองทองคำประมาณ 8,133 ตัน เยอรมนี 3,350 ตัน อิตาลี 2,452 ตัน ฝรั่งเศส 2,437 ตัน จีนราว 2,313 ตัน ณ สิ้นไตรมาสแรก ก่อนเพิ่มเป็น 2,322 ตัน ในเดือนเมษายน และรัสเซียประมาณ 2,305 ตัน ณ สิ้นไตรมาสแรก ก่อนลดลงมาใกล้ 2,299 ตัน หลังตัวเลขเดือนเมษายน
| ประเทศ | ทองคำสำรองโดยประมาณ | ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่น่าสนใจ |
|---|---|---|
| สหรัฐ | 8,133 ตัน | ถือครองสูงสุดของโลก และแทบไม่เปลี่ยนแปลง |
| เยอรมนี | 3,350 ตัน | อยู่ในกลุ่มยุโรปที่ถือทองสูงมากและค่อนข้างนิ่ง |
| อิตาลี | 2,452 ตัน | ปริมาณสูงมาก แต่มีประเด็นถกเถียงเรื่องสถานะทองคำและอำนาจธนาคารกลาง |
| ฝรั่งเศส | 2,437 ตัน | ไม่ได้ลดปริมาณ แต่ปรับคุณภาพทองคำและย้ายทองกลับปารีส |
| จีน | 2,322 ตัน | ซื้อเพิ่มต่อเนื่อง 18 เดือน |
| รัสเซีย | 2,299 ตัน | ลดลงต่อเนื่อง 4 เดือน เพื่อรองรับแรงกดดันทางการคลังและสภาพคล่อง |
| อินเดีย | 881 ตัน | เพิ่มการถือทองในประเทศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ |
| โปแลนด์ | 582 ตัน | เป็นหนึ่งในผู้ซื้อหลักของธนาคารกลางโลกใน Q1 |
| ตุรกี | 535 ตัน | ลดลงแรงใน Q1 แต่บางส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมสภาพคล่องและสว็อป |
| อุซเบกิสถาน | 416 ตัน | ซื้อเพิ่มต่อเนื่องและถือทองเป็นสัดส่วนสูงมากของทุนสำรอง |
กรณีของฝรั่งเศสสะท้อนอีกมุมหนึ่งของการบริหารทองคำสำรอง Reuters รายงานว่า Banque de France ได้ปรับปรุงทองคำเก่าและทองคำที่ไม่ได้มาตรฐานบางส่วนราว 129 ตัน โดยปริมาณทองคำรวมยังคงเดิมที่ประมาณ 2,437 ตัน แต่ทองคำชุดใหม่ถูกนำมาเก็บที่ปารีสแทนที่นิวยอร์ก และการดำเนินการดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางฝรั่งเศสบันทึกกำไรพิเศษจากราคาทองที่อยู่ในระดับสูง
นี่สะท้อนว่า แม้ประเทศขนาดใหญ่บางประเทศไม่ได้ซื้อหรือขายทองคำอย่างมีนัยสำคัญ แต่พวกเขากำลัง “บริหารทองคำ” อย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งในแง่สถานที่เก็บ คุณภาพของทองคำ และบทบาทของทองคำในงบดุลของธนาคารกลาง
ทองคำกำลังแบ่งโลกออกเป็น 3 กลุ่ม
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าทองคำสำรองของธนาคารกลางโลกกำลังเคลื่อนใน 3 ทิศทาง
กลุ่มแรกคือ กลุ่มถือครองสูงและนิ่ง เช่น สหรัฐ เยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้มีทองคำจำนวนมากมาตั้งแต่ยุคระบบการเงินเดิม และทองคำยังเป็นเสาหลักของความน่าเชื่อถือในทุนสำรอง
กลุ่มที่สองคือ กลุ่มซื้อเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น จีน โปแลนด์ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และบางประเทศในเอเชียหรือยุโรปตะวันออก กลุ่มนี้มองทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์ มาตรการคว่ำบาตร ภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดการเงิน
กลุ่มที่สามคือ กลุ่มใช้ทองคำเป็นสภาพคล่อง เช่น รัสเซีย ตุรกี และบางกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ซึ่งอาจขายทองบางส่วนเมื่อเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณ ค่าเงิน หรือความจำเป็นด้านสภาพคล่อง
ดังนั้น ข่าวรัสเซียลดทองคำสำรองจึงไม่ควรถูกตีความแบบผิวเผินว่าเป็น “ข่าวลบต่อทองคำ” เพียงอย่างเดียว แต่ควรมองว่าเป็นสัญญาณว่าทองคำมีบทบาทมากขึ้นในระบบการเงินโลก เพราะถ้าทองคำไม่สำคัญ รัฐบาลและธนาคารกลางคงไม่ต้องทั้งซื้อเพิ่ม ย้ายกลับประเทศ ปรับคุณภาพ หรือขายเพื่อเสริมงบประมาณในช่วงวิกฤต
ผลต่อราคาทองคำ: ปริมาณขายไม่น่ากลัวเท่าความหมายเชิงโครงสร้าง
ในเชิงปริมาณ การขายทองของรัสเซียราว 6.2 ตัน ในเดือนเมษายน และราว 28 ตัน ตั้งแต่ต้นปี ยังไม่ใหญ่พอที่จะเปลี่ยนทิศทางราคาทองคำโลกโดยตรง เมื่อเทียบกับตลาดทองคำโลกที่มีความต้องการรวมระดับหลักพันตันต่อไตรมาส
World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำโลกในไตรมาสแรกปี 2026 รวม OTC อยู่ที่ 1,231 ตัน เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าความต้องการทองคำพุ่งขึ้น 74% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 193,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และธนาคารกลางยังซื้อทองคำสุทธิ 244 ตัน ในไตรมาสเดียวกัน
ดังนั้น แรงขายจากรัสเซียจึงเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาและเชิงโครงสร้างมากกว่าปัจจัยกดดันราคาทันที ตลาดควรจับตาว่า การขายทองของรัสเซียเป็นเหตุการณ์เฉพาะประเทศ หรือจะกลายเป็นแนวโน้มที่ประเทศอื่นซึ่งเผชิญแรงกดดันทางการคลังเริ่มทำตาม
หากแรงขายยังจำกัดเฉพาะบางประเทศ ขณะที่จีน โปแลนด์ อุซเบกิสถาน และธนาคารกลางอื่นยังซื้อสะสม ภาพใหญ่ของทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการกระจายทุนสำรองและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่หากแรงขายขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่ถือทองคำจำนวนมาก ตลาดทองคำโลกอาจต้องเริ่มประเมินสมดุลใหม่
บทสรุป: ทองคำยังแข็งแกร่ง แต่บทบาทซับซ้อนขึ้น
ข่าวรัสเซียลดทองคำสำรองไม่ได้บอกว่าทองคำหมดความสำคัญ ตรงกันข้าม มันยิ่งยืนยันว่าทองคำสำคัญมากพอที่รัฐจะนำมาใช้ในยามจำเป็น
ในโลกเดิม ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน แต่ในโลกปัจจุบัน ทองคำกำลังกลายเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเงิน ความมั่นคงของทุนสำรอง การลดพึ่งพาดอลลาร์ และความสามารถในการรับมือวิกฤต
รัสเซียขายทองเพราะต้องการสภาพคล่อง
จีนซื้อทองเพราะต้องการลดความเสี่ยงระยะยาว
อินเดียย้ายทองกลับประเทศเพราะต้องการควบคุมสินทรัพย์สำรองให้มากขึ้น
ฝรั่งเศสปรับคุณภาพและย้ายทองกลับปารีสเพื่อบริหารทองคำให้เหมาะกับโลกการเงินยุคใหม่
นี่คือภาพใหญ่ที่ตลาดทองคำควรจับตา เพราะในปี 2026 ทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ขึ้นลงตามดอลลาร์หรือดอกเบี้ยเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนการปรับตัวของธนาคารกลางทั่วโลกต่อระเบียบการเงินใหม่ที่ไม่แน่นอนกว่าเดิม
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการติดตามภาวะตลาดทองคำและเศรษฐกิจโลกเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ.






















