หน้าแรกบทความทองคำ 8,900 ดอลลาร์? In Gold We Trust ชี้เฟสใหม่ Golden Decade

ทองคำ 8,900 ดอลลาร์? In Gold We Trust ชี้เฟสใหม่ Golden Decade

- Advertisement -

ทองคำเข้าสู่เฟสใหม่ของ “Golden Decade” รายงาน In Gold We Trust ชี้เป้า 8,900 ดอลลาร์ ภายในปลายทศวรรษ

gold.in.th | บทบรรณาธิการตลาดทองคำ

ราคาทองคำในช่วงปี 2026 อาจกำลังบอกเราว่า ตลาดทองคำไม่ได้อยู่ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัยระยะสั้น” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยับกลับเข้าสู่บทบาทที่ลึกกว่าเดิม คือการเป็น “สินทรัพย์ทางการเงินเชิงยุทธศาสตร์” ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะ และความไม่มั่นใจต่อระบบเงินกระดาษ

ประเด็นนี้ถูกขยายอย่างชัดเจนในรายงาน In Gold We Trust Report 2026 ของ Incrementum AG ซึ่ง Kitco รายงานว่า รายงานฉบับครบรอบ 20 ปีนี้มองว่าการปรับขึ้นของราคาทองคำในรอบหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงภาวะเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “remonetization” หรือการกลับมาให้ความสำคัญกับทองคำในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินระดับโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การลดการพึ่งพาดอลลาร์ เงินเฟ้อที่ผันผวน และความไม่ไว้วางใจต่อสกุลเงินกระดาษ

เป้า 8,900 ดอลลาร์ ไม่ใช่ตัวเลขระยะสั้น แต่คือ “ฉากทัศน์เงินเฟ้อ” ของปลายทศวรรษ

สาระสำคัญของรายงานอยู่ที่การปรับกรอบมองราคาทองคำระยะยาว โดย Incrementum ระบุว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้บริเวณ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในปี 2030 ได้เกิดขึ้นจริงเร็วกว่าที่คาดในปี 2026 ทำให้รายงานหันไปให้ความสำคัญกับฉากทัศน์ทางเลือกด้านเงินเฟ้อ ซึ่งประเมินราคาทองคำไว้ที่ 8,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในปลายทศวรรษนี้

ในมุมของ gold.in.th ตัวเลข 8,900 ดอลลาร์ จึงไม่ควรถูกตีความแบบง่าย ๆ ว่าเป็น “เป้าหมายที่ราคาต้องไปถึงทันที” แต่ควรมองเป็นสัญญาณว่า สถาบันวิจัยทองคำระดับโลกจำนวนหนึ่งกำลังยกระดับคำถามจากเดิมที่ว่า “ทองคำจะขึ้นต่อหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “ทองคำควรมีบทบาทมากเพียงใดในระบบการเงินโลกยุคใหม่”

นี่คือความต่างที่สำคัญ เพราะหากทองคำถูกมองเป็นเพียงสินทรัพย์หลบภัย ราคาจะตอบสนองต่อข่าวสงคราม ดอลลาร์ หรือดอกเบี้ยเป็นรอบ ๆ แต่หากทองคำถูกมองเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ แรงซื้อจะไม่ได้มาจากนักลงทุนรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่จะรวมถึงธนาคารกลาง กองทุน ETF นักลงทุนสถาบัน และผู้จัดพอร์ตระยะยาวทั่วโลก

ธนาคารกลางและ ETF ยังเป็นฐานสำคัญของตลาดทองคำ

ข้อมูลจาก World Gold Council สะท้อนว่า แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างยังไม่ได้หายไป โดยในไตรมาส 1 ปี 2026 กองทุน ETF ทองคำยังมีแรงซื้อสุทธิ 62 ตัน ขณะที่ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะเริ่มเห็นแรงขายบางส่วนในบางประเทศก็ตาม

ภาพนี้ช่วยยืนยันว่า ตลาดทองคำรอบปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนจากความกลัวระยะสั้นเพียงด้านเดียว แต่เกิดจากการจัดสรรสินทรัพย์ใหม่ในระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนและธนาคารกลางต้องเผชิญความเสี่ยงพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังไม่สงบ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของค่าเงินหลัก

อย่างไรก็ตาม WGC ยังชี้ว่า ความต้องการทองคำในภาคเครื่องประดับยังถูกกดดันจากราคาที่สูง โดยปริมาณความต้องการลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้มูลค่าการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 31% ซึ่งสะท้อนว่า ราคาสูงเริ่มส่งผลต่อการซื้อทองคำเพื่อบริโภคจริง แต่ในมุมการลงทุนและทุนสำรองระหว่างประเทศ ทองคำยังคงได้รับแรงสนับสนุนที่ชัดเจน

เป้าหมายจากสถาบันการเงินเริ่มกว้างขึ้น สะท้อนตลาดที่มีหลายฉากทัศน์

เมื่อเทียบกับเป้าหมายของสถาบันการเงินรายอื่น จะเห็นว่าตลาดทองคำกำลังอยู่ในช่วงที่มุมมอง “แตกแขนง” มากขึ้น ไม่ใช่ทุกฝ่ายมองขึ้นแรงเท่ากัน แต่เกือบทุกฝ่ายยอมรับว่าระดับราคาทองคำในรอบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างมากกว่ารอบก่อน ๆ

แหล่งวิเคราะห์ กรอบมองราคาทองคำ
Incrementum / In Gold We Trust 2026 ฉากทัศน์เงินเฟ้อชี้เป้า 8,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในปลายทศวรรษ
UBS ปรับเป้าหมายเป็น 6,200 ดอลลาร์ในช่วง มี.ค.–ก.ย. 2026 และ 5,900 ดอลลาร์สิ้นปี 2026 พร้อมกรณีบวก 7,200 ดอลลาร์ และกรณีลบ 4,600 ดอลลาร์
Goldman Sachs ปรับคาดการณ์ปลายปี 2026 เป็น 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,900 ดอลลาร์ โดยอ้างแรงซื้อจากการกระจายความเสี่ยงของภาคเอกชนและธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่
J.P. Morgan ลดคาดการณ์ราคาเฉลี่ยปี 2026 เหลือ 5,243 ดอลลาร์ จากเดิม 5,708 ดอลลาร์ หลังแรงซื้อระยะสั้นอ่อนลง

ตารางนี้ทำให้เห็นว่า แม้เป้าหมาย 8,900 ดอลลาร์จะเป็นฉากทัศน์ระยะยาวที่ค่อนข้างสูง แต่ไม่ใช่เรื่องโดดเดี่ยวในเชิงทิศทาง เพราะหลายสถาบันยังคงประเมินว่าทองคำมีฐานรองรับจากแรงซื้อเชิงโครงสร้าง เพียงแต่กรอบเวลาและความแรงของราคาแตกต่างกันตามสมมติฐานเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ดอลลาร์ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ระยะสั้นยังไม่ใช่ทางตรง ดอลลาร์–ยีลด์–น้ำมัน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

แม้ภาพใหญ่ของทองคำยังแข็งแรง แต่ในระยะสั้นตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ดอลลาร์ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดย Reuters รายงานว่าราคาทองคำช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 อ่อนตัวใกล้ 4,534 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และอยู่ในทิศทางปรับลดลงรายสัปดาห์เป็นสัปดาห์ที่สอง เนื่องจากราคาน้ำมันและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทำให้ตลาดกลับมาประเมินความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น

ก่อนหน้านั้น Reuters ยังรายงานว่า ทองคำเคยร่วงกว่า 1% จากแรงกดดันของดอลลาร์ที่แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย

นี่คือเหตุผลที่ gold.in.th มองว่า แม้ภาพใหญ่ของทองคำจะยังเป็นขาขึ้นเชิงโครงสร้าง แต่เส้นทางระหว่างทางจะไม่ได้ราบเรียบ การพักฐานแรง การแกว่งตัวในกรอบกว้าง หรือการปรับฐานจากแรงขายทำกำไร ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อราคาทองคำขึ้นมาไกลและตลาดเริ่มตอบสนองต่อข่าวดอกเบี้ยอย่างอ่อนไหวมากขึ้น

มุมมองบรรณาธิการ gold.in.th: ตลาดทองกำลังเปลี่ยนจาก “สินทรัพย์หลบภัย” สู่ “สินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์”

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากรายงาน In Gold We Trust ไม่ใช่ตัวเลข 8,900 ดอลลาร์เพียงอย่างเดียว แต่คือแนวคิดเบื้องหลังว่า ทองคำกำลังถูกนำกลับมาอยู่กลางโต๊ะของระบบการเงินโลกอีกครั้ง

ในอดีต นักลงทุนจำนวนมากมองทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อเมื่อเกิดวิกฤต แล้วขายเมื่อความเสี่ยงคลี่คลาย แต่ในรอบนี้ ทองคำถูกถือครองมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงของระบบ ทั้งความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะ ความเสี่ยงจากค่าเงิน และความเสี่ยงจากการเมืองระหว่างประเทศ

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ควรถูกแปลออกมาเป็น 3 ข้อสำคัญ

หนึ่ง ทองคำยังมีบทบาทในพอร์ตระยะยาว แต่ไม่ควรไล่ซื้อทุกครั้งที่เห็นราคาเป้าหมายสูง เพราะราคาเป้าหมายคือฉากทัศน์ ไม่ใช่คำสัญญา

สอง ราคาทองคำในประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาทองคำโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับค่าเงินบาท ซึ่งอาจทำให้ราคาทองไทยเคลื่อนไหวต่างจากราคาทองคำโลกในบางช่วง

สาม หากทองคำเข้าสู่ยุคที่ผันผวนสูงขึ้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับแผนการลงทุน การแบ่งไม้ และการบริหารความเสี่ยง มากกว่าการคาดหวังว่าราคาจะขึ้นเป็นเส้นตรง

บทสรุป: เป้า 8,900 ดอลลาร์ คือสัญญาณของโลกการเงินที่เปลี่ยนไป

เป้าหมาย 8,900 ดอลลาร์จาก In Gold We Trust Report 2026 อาจดูสูงมากเมื่อเทียบกับระดับราคาปัจจุบัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือตัวเลขนี้สะท้อนว่า ตลาดทองคำกำลังถูกประเมินใหม่ในฐานะสินทรัพย์การเงินระดับโลก ไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์หรือเครื่องประดับ

ในระยะสั้น ราคาทองคำยังอาจถูกกดดันจากดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความคาดหวังต่อนโยบายของ Fed แต่ในระยะยาว หากโลกยังเดินหน้าเข้าสู่ยุคเงินเฟ้อผันผวน หนี้สูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการลดการพึ่งพาดอลลาร์ ทองคำก็ยังมีเหตุผลที่จะถูกถือครองในฐานะ “ประกันความเสี่ยงของระบบการเงิน” ต่อไป

สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่าทองคำจะไปถึง 8,900 ดอลลาร์เมื่อใด แต่ควรถามว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ เราควรจัดวางทองคำไว้ในพอร์ตอย่างไรให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของตนเอง

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการติดตามภาวะตลาดทองคำเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยง ศึกษาข้อมูล และประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน

- Advertisement -
Mr.Gold
Mr.Gold
หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มข้อมูลข่าวสารให้ผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำ
- Advertisement -
RELATED ARTICLES
- Advertisement -
- Advertisement -

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ

- Advertisement -