การปิดท่อส่งน้ำมัน East–West ของซาอุดีอาระเบียหลังถูกโจมตี กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกในช่วงที่เส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงเผชิญความไม่แน่นอนอยู่แล้ว
ท่อส่งน้ำมันสายนี้รองรับน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเทียบเท่าราว 4% ของอุปทานน้ำมันโลก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็น “ปริมาณที่มีความเสี่ยง” หากท่อไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องและคลังน้ำมันที่เมืองยานบูเริ่มลดลง ไม่ได้หมายความว่าอุปทานโลกหายไป 4% ทันที
สำหรับราคาทองคำ เหตุการณ์นี้สร้างแรงกระทบสองทิศทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่อีกด้านหนึ่งคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยน้อยลง และอาจหนุนดอลลาร์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทองคำ
เกิดอะไรขึ้นกับท่อส่งน้ำมัน East–West
กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า ท่อส่งน้ำมันในพื้นที่กรุงริยาดและแคว้นมะดีนะฮ์ถูกโจมตีหลายจุดเมื่อวันที่ 10 กันยายน ส่งผลให้ต้องหยุดดำเนินการเพื่อความปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังประเมินความเสียหายและความพร้อมของระบบ
ท่อ East–West มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำมันจากพื้นที่ผลิตทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบียไปยังท่าเรือยานบูริมทะเลแดง จึงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ
ตามรายงานของ Reuters น้ำมันที่ส่งผ่านท่อในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองบริเวณยานบูอาจรองรับการส่งออกได้อีกประมาณ 5–7 วัน ส่วนระยะเวลาซ่อมแซมยังมีความไม่แน่นอน โดยประมาณการจากแหล่งข่าวแตกต่างกันตั้งแต่กลับมาได้เร็วกว่าคาดไปจนถึงใช้เวลาหลายสัปดาห์
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการหยุดทำงานในวันแรก แต่คือระยะเวลาที่ท่อจะต้องปิด หากคลังน้ำมันยานบูเริ่มลดลงก่อนระบบกลับมาเดินเครื่อง ความตึงตัวของตลาดน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมเหตุการณ์นี้สำคัญกว่าข่าวน้ำมันทั่วไป
ท่อ East–West เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ซาอุดีอาระเบียใช้กระจายความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเส้นทางดังกล่าวหยุดลงพร้อมกับความไม่แน่นอนในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ตลาดน้ำมันจึงเหลือทางเลือกในการขนส่งน้อยลง
ราคาน้ำมันได้พุ่งเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสัปดาห์ก่อน การเกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมต่ออุปทานซาอุดีอาระเบียอาจทำให้ตลาดเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในราคาอีกครั้ง โดยเฉพาะหากยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเปิดท่อ
รายงานล่าสุดยังระบุว่าซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันประมาณ 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ลดลงจาก 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านการขนส่งและความขัดแย้งในภูมิภาค
ผลต่อราคาทองคำ: ทำไมอาจไม่ขึ้นทางเดียว
1. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์หนุนสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย
หากตลาดประเมินว่าเหตุการณ์อาจลุกลาม หรือการส่งออกน้ำมันมีโอกาสหยุดชะงักเป็นเวลานาน นักลงทุนอาจลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและเพิ่มน้ำหนักในทองคำ เงินดอลลาร์ หรือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น
ช่องทางนี้เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อความไม่แน่นอนเกิดขึ้นนอกเวลาซื้อขายและตลาดต้องปรับราคาอย่างรวดเร็วหลังเปิดทำการ
2. น้ำมันแพงเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
ราคาพลังงานมีผลต่อต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าในวงกว้าง หากราคาน้ำมันทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์เป็นเวลานาน ตลาดอาจปรับเพิ่มการคาดการณ์เงินเฟ้อ
ทองคำสามารถได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ แต่ผลบวกดังกล่าวอาจถูกหักล้าง หากเงินเฟ้อทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด
3. ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์อาจกลับมากดทอง
หากราคาน้ำมันสูงขึ้นจนตลาดลดความคาดหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้น ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำ
นี่คือเหตุผลที่ข่าวความขัดแย้งอาจทำให้ทองพุ่งขึ้นในช่วงแรก แต่ไม่จำเป็นต้องรักษาการปรับขึ้นได้ตลอด หากตลาดกลับไปให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และท่าทีของ Fed มากกว่าแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
3 ฉากทัศน์ที่ตลาดทองอาจเผชิญ
ฉากทัศน์ที่ 1: ท่อกลับมาเดินเครื่องได้เร็ว
หากความเสียหายมีจำกัดและซาอุดีอาระเบียประกาศกรอบเวลาเปิดท่อที่ชัดเจน ค่าความเสี่ยงในราคาน้ำมันอาจลดลง แรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจึงมีโอกาสชะลอตัว และตลาดจะกลับไปให้น้ำหนักกับผลประชุม Fed เป็นหลัก
ฉากทัศน์ที่ 2: ท่อปิดนาน แต่ไม่มีเหตุการณ์ลุกลาม
ราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงและเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ ภาวะนี้อาจทำให้ทองผันผวนสองทิศทาง เพราะแรงซื้อป้องกันเงินเฟ้อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์และดอลลาร์
ฉากทัศน์ที่ 3: ความขัดแย้งขยายวง
หากเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานหรือเรือขนส่งเพิ่มเติม ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามดอลลาร์ควบคู่กัน เพราะเงินดอลลาร์เองก็อาจได้รับแรงซื้อจากความต้องการสภาพคล่องในช่วงวิกฤต
สัปดาห์นี้ต้องติดตามอะไร
ปัจจัยแรกคือแถลงการณ์จากซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับความเสียหายและกำหนดเปิดท่อ East–West รวมถึงระดับน้ำมันสำรองที่ท่าเรือยานบู หลังการประเมินเบื้องต้นระบุว่าอาจรองรับการส่งออกได้ประมาณ 5–7 วัน
ปัจจัยที่สองคือความคืบหน้าของการหารือในโอมานและสถานการณ์เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากตลาดเห็นโอกาสเปิดเส้นทางหรือเพิ่มปริมาณขนส่ง ความตึงตัวของราคาน้ำมันอาจลดลง
ปัจจัยที่สามคือผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 15–16 กันยายน โดยต้องติดตามทั้งการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย ถ้อยแถลงของ Fed และมุมมองต่อผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้น
สำหรับทองคำ ตัวแปรที่ควรดูพร้อมกัน ได้แก่ ราคาน้ำมัน ดัชนีดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะการเคลื่อนไหวของทองหลังข่าวนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพัง
อ่านภาพรวมปัจจัยเศรษฐกิจและแนวโน้มรายสัปดาห์เพิ่มเติมได้ที่ แนวโน้มราคาทองคำสัปดาห์ 14–18 กันยายน 2569 และติดตามความสัมพันธ์ระหว่างทอง ดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ได้จาก Gold Correlation Dashboard
ผลต่อราคาทองไทย
ราคาทองคำในประเทศยังขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทควบคู่กับราคาทองโลก หากสถานการณ์ตึงเครียดทำให้เงินบาทอ่อนค่า ราคาทองไทยอาจได้รับแรงพยุงแม้ทองคำโลกปรับขึ้นไม่มาก
ในทางกลับกัน หากความกังวลคลี่คลาย น้ำมันลดลง และเงินบาทแข็งค่า ราคาทองไทยอาจปรับตัวลงมากกว่าทองโลกได้ ดังนั้น การประเมินตลาดรอบนี้จำเป็นต้องติดตาม USD/THB ควบคู่ไปด้วย
สรุป
การปิดท่อ East–West ยังไม่เท่ากับว่าอุปทานน้ำมันโลกหายไป 4% ทันที แต่ทำให้น้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวันอยู่ในภาวะเสี่ยง หากการซ่อมแซมล่าช้าและคลังน้ำมันยานบูเริ่มลดลง
เหตุการณ์นี้อาจหนุนทองผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและความต้องการป้องกันเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันก็อาจกดทองผ่านราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น ทิศทางระยะถัดไปจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาปิดท่อ ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ และสัญญาณจาก Fed
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อ ขาย หรือลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงให้เหมาะสมกับตนเอง
แหล่งข้อมูล: Saudi Press Agency, Reuters: ความเสี่ยงจากการปิดท่อ East–West, Reuters: สถานการณ์การขนส่งน้ำมันในภูมิภาค, Federal Reserve


