ทองคำยังยืนบวกทั้งสัปดาห์ แม้แรงกดดันใหม่เริ่มก่อตัว จับตาธนาคารกลางซื้อสะสม-ตลาดยังไม่กล้าฟันธงทิศทาง
ตลาดทองคำในช่วงต้นเดือนเมษายนยังสะท้อนภาพที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแม้ราคาจะยังสามารถปิดสัปดาห์ในแดนบวกได้ต่อเนื่อง แต่แรงหนุนที่เคยผลักทองขึ้นอย่างชัดเจนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเริ่มถูกถ่วงด้วยแรงกดดันอีกด้านจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดเคยหวังไว้ ขณะเดียวกัน นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มเลือกชะลอการตัดสินใจ หลังสัญญาณจากตะวันออกกลางยังออกมาแบบ “ไม่จบ-แต่ก็ยังไม่ชัดว่าจะลุกลามแค่ไหน”
ภาพนี้ทำให้ทองคำอยู่ในภาวะที่ไม่ใช่ขาขึ้นแบบโล่ง ๆ อีกต่อไป แต่เป็นตลาดที่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง “แรงซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง” กับ “แรงขายทำกำไรเมื่อราคาดีดขึ้น” อย่างเข้มข้น โดย Kitco ระบุว่าทองคำยังรักษากำไรรายสัปดาห์ไว้ได้ แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนสูงจากความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ส่วน Reuters รายงานว่าราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง ขณะที่ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นในบางช่วง ซึ่งเป็นปัจจัยที่มักจำกัดการขึ้นต่อของทองคำในระยะสั้น
สิ่งที่ช่วยพยุงภาพใหญ่ของทองคำเอาไว้ คือข้อมูลล่าสุดจากสภาทองคำโลก หรือ World Gold Council ที่ยืนยันว่า ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ แม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น โดยยอดซื้อสุทธิอยู่ที่ 19 ตัน หลังจากเดือนมกราคมที่ค่อนข้างแผ่วลง และผู้ซื้อรายสำคัญในเดือนดังกล่าวคือโปแลนด์ที่ซื้อเพิ่ม 20 ตัน ตามด้วยอุซเบกิสถาน 8 ตัน รวมถึงเช็ก มาเลเซีย จีน และกัมพูชา ขณะที่ผู้ขายสุทธิหลักคือธนาคารกลางตุรกีและรัสเซีย
นัยของข้อมูลชุดนี้สำคัญกว่าตัวเลขรายเดือน เพราะมันสะท้อนว่า แม้ราคาทองจะอยู่ในระดับสูงและตลาดโลกจะผันผวนหนัก แต่ธนาคารกลางจำนวนมากยังไม่ลดบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรอง นั่นหมายความว่า ใต้ตลาดยังมี “ผู้ซื้อเชิงโครงสร้าง” คอยรองรับอยู่ และนี่เป็นปัจจัยที่แตกต่างจากแรงเก็งกำไรระยะสั้นของนักลงทุนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการซื้อของธนาคารกลางมักสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่อเสถียรภาพทางการเงินและความเสี่ยงของระบบระยะยาวมากกว่า
อย่างไรก็ดี แม้ฐานรองรับของทองคำจะยังแข็งแรง แต่ตลาดก็เริ่มเผชิญโจทย์ใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือการที่ราคาน้ำมันกลับมาเป็นแรงกดดันต่อมุมมองเงินเฟ้อ หากน้ำมันยืนสูงต่อเนื่อง ต้นทุนพลังงานและต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นย่อมสามารถไหลผ่านไปยังระดับราคาสินค้าอื่นได้ และนั่นจะทำให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะเฟด มีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยน้อยลง หรืออย่างน้อยก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นต่อการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทองคำจึงตกอยู่ในภาวะสองด้านพร้อมกัน คือได้แรงหนุนจากความเสี่ยง แต่ก็ถูกจำกัด upside จากความกลัวว่าดอกเบี้ยสูงจะอยู่นาน
อีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ตลาดกำลังสะท้อนผ่านผลสำรวจของ Kitco คือ นักวิเคราะห์ฝั่งวอลล์สตรีทเริ่มถอยกลับไปอยู่ในโหมดระวังตัวมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนรายย่อยหรือ Main Street กลับมีมุมมองบวกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหลังทองคำฟื้นตัวได้ดีในสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพเช่นนี้บอกเราว่า แม้ราคาจะไม่อ่อนแอ แต่ตลาดเองก็ยังไม่มีความมั่นใจมากพอจะไล่ราคาต่อแบบเต็มตัว ความลังเลดังกล่าวสอดคล้องกับบรรยากาศการลงทุนโดยรวมที่ยังถูกครอบด้วยข่าวจากอิหร่าน ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการประเมินท่าทีของผู้นำสหรัฐต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
หากสรุปภาพรวมของทองคำในเวลานี้อย่างตรงไปตรงมา ต้องบอกว่า ตลาดยังไม่หลุดจากโหมดฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่กลับสู่ภาวะขาขึ้นที่ไร้ข้อกังขา แรงซื้อจากธนาคารกลางยังทำหน้าที่เป็นฐานค้ำระยะกลางถึงยาว ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังช่วยให้ทองคำรักษาสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยไว้ได้ แต่ในระยะสั้น ตลาดเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ความตึงเครียดที่ดันน้ำมันขึ้น อาจไม่ใช่ข่าวดีต่อทองคำเสมอไป หากท้ายที่สุดมันแปลออกมาเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยกลับมาตึงตัวอีกครั้ง
ดังนั้น ทองคำในระยะนี้จึงไม่ใช่ตลาดที่อ่านด้วยปัจจัยเดียวได้อีกแล้ว แต่เป็นตลาดที่ต้องอ่านพร้อมกันทั้งสามชั้น ได้แก่ แรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลาง, แรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์, และ แรงกดจากน้ำมัน-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย ใครมองแค่ด้านใดด้านหนึ่ง อาจเห็นภาพไม่ครบ และอาจประเมินทิศทางราคาผิดจังหวะได้ง่ายกว่าที่คิด
ในเชิงบรรณาธิการ มองว่า ทองคำยังไม่หมดแรง แต่ตลาดก็เริ่มส่งสัญญาณว่า “การขึ้นรอบต่อไป” จะไม่ง่ายเหมือนช่วงที่ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวเป็นตัวนำเกม เพราะจากนี้ไป ทุกการดีดขึ้นของทองอาจต้องตอบคำถามให้ได้มากขึ้นว่า มันกำลังขึ้นเพราะความกลัว หรือกำลังถูกจำกัดเพราะต้นทุนของเงินยังแพงเกินไปสำหรับการวิ่งต่ออย่างอิสระ
หมายเหตุ: บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการติดตามภาวะตลาดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ






















