คุมบาทแข็งผ่านตลาดทองคำ
ทางออกที่ควรระวัง “ผลข้างเคียง” ต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทย
ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดในเอเชีย ภาครัฐเริ่มส่งสัญญาณพิจารณามาตรการเพื่อชะลอแรงแข็งค่า หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงคือ การกำกับดูแลและจำกัดธุรกรรมซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นช่องทางหนึ่งของเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่สังคมเศรษฐกิจควรตั้งคือ
มาตรการดังกล่าวจะแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าได้จริงเพียงใด และผลกระทบต่อภาคธุรกิจ “คุ้มค่า” กับผลที่ได้หรือไม่
ทองคำเป็น “ช่องทาง” ไม่ใช่ “ต้นตอ” ของเงินบาทแข็ง
การแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง แต่เป็นผลรวมของหลายแรงขับ เช่น
- เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าในภาพรวม
- เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้และสินทรัพย์ไทย
- ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ยังอยู่ในระดับเกินดุล
- ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
ธุรกรรมทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายที่เป็นเพียง “หนึ่งในช่องทาง” ของกระแสเงินทุน มิใช่ต้นตอหลักของการแข็งค่าของเงินบาท การมุ่งควบคุมตลาดทองคำเพียงจุดเดียว จึงอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ครบถ้วน
ผลกระทบต่อธุรกิจ: เกิดจริง และเกิดเร็วกว่า
หากมีการออกมาตรการในลักษณะจำกัดวงเงิน เพิ่มภาระภาษี หรือเพิ่มขั้นตอนการรายงานธุรกรรม ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจะเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มหลัก
ผู้ค้าทองและแพลตฟอร์มซื้อขาย
ธุรกิจทองคำมีลักษณะ มาร์จินต่ำและพึ่งพาสภาพคล่องสูง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ธุรกิจขาดความคุ้มค่า ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดหายไปอย่างรวดเร็ว
อุตสาหกรรมเครื่องประดับและผู้ส่งออก
ทองคำไม่ใช่แค่สินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร แต่เป็นวัตถุดิบและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของภาคการผลิตและส่งออก หากการเข้าถึงทองคำหรือการทำ hedge มีต้นทุนสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยจะลดลงโดยตรง
ระบบนิเวศ FinTech และตลาดทุนไทย
กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเฉพาะในประเทศ อาจผลักดันให้ธุรกรรมย้ายไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี แต่ยังทำให้ไทยพลาดโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำในภูมิภาค
คุมค่าเงินได้แค่ไหน เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ต้องจ่าย
ในเชิงนโยบาย มาตรการจำกัดธุรกรรมทองคำอาจช่วยลดแรงเก็งกำไรได้ บางส่วนและในระยะสั้น แต่ผลต่อค่าเงินบาทโดยรวมมีแนวโน้มจำกัด ขณะที่ความเสียหายต่อภาคธุรกิจและโครงสร้างตลาดอาจยืดเยื้อในระยะยาว
ค่าเงินอาจกลับทิศได้ตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก
แต่ โครงสร้างธุรกิจที่เสียหาย อาจไม่ฟื้นกลับมาได้ง่าย
ทางออกเชิงสร้างสรรค์: คุม “เงินร้อน” โดยไม่ทำร้าย “ธุรกิจจริง”
แทนการใช้มาตรการแบบเหมารวม รัฐควรพิจารณาแนวทางที่แม่นยำมากขึ้น ได้แก่
แยกธุรกรรมเก็งกำไรออกจากธุรกิจจริง
ควรออกแบบกฎเกณฑ์ที่แยกชัดเจนระหว่างการเก็งกำไรระยะสั้น กับธุรกรรมที่มีการส่งมอบจริงหรือใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจ
ใช้เครื่องมือดูแลค่าเงินโดยตรง
การบริหารค่าเงินบาทควรใช้เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การส่งเสริมให้ภาคเอกชนถือและใช้เงินตราต่างประเทศ หรือสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทหลักของ ธนาคารแห่งประเทศไทย
หากต้องใช้ภาษี ควรเป็นภาษีแบบเจาะจง
มุ่งเป้าเฉพาะธุรกรรมความถี่สูงหรือการถือครองระยะสั้น พร้อมยกเว้นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมจริงและการส่งออก
เปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วม
การตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับ และภาคเอกชน จะช่วยให้มาตรการสะท้อนความเป็นจริงของตลาด และลดผลกระทบที่ไม่ตั้งใจ
บทสรุป
การดูแลค่าเงินบาทเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน การมุ่งแก้ผ่านตลาดทองคำเพียงด้านเดียว อาจให้ผลเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ในขณะที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม
นโยบายที่ดีไม่ควรเลือกทางที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด
แต่ควรเลือกทางที่ รักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพค่าเงิน กับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว






















