Gold Super Cycle ยังไม่จบ? วิเคราะห์วัฏจักรทองคำโลกหลังราคาปรับฐานแรง
บทวิเคราะห์โดย เรย์ นักวิเคราะห์ตลาดทองคำ | gold.in.th
เผยแพร่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569
ราคาทองคำโลกที่เคยพุ่งขึ้นเหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี 2569 ก่อนปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ กลายเป็นหนึ่งในการกลับทิศของตลาดสินทรัพย์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี
ณ วันที่ 10 กรกฎาคม ราคาทองคำสปอตอยู่บริเวณ 4,103 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำกว่าสถิติสูงสุดที่ทำไว้ในเดือนมกราคมมากกว่า 20% ขณะที่เดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ราคาทองคำลดลงราว 11.65% นับเป็นการปรับตัวลงรายเดือนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551
การลดลงในระดับดังกล่าวทำให้คำว่า “Gold Super Cycle” ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง วัฏจักรขาขึ้นเชิงโครงสร้างของทองคำสิ้นสุดลงแล้ว หรือความผันผวนที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปรับฐานขนาดใหญ่ภายในแนวโน้มระยะยาวที่ยังดำเนินต่อ
คำตอบไม่อาจพิจารณาจากกราฟราคาเพียงด้านเดียว เพราะวัฏจักรระยะยาวของทองคำเชื่อมโยงกับทั้งนโยบายทุนสำรองของธนาคารกลาง ความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน ภาระหนี้ภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ค่าเงินดอลลาร์ กระแสเงินลงทุน และข้อจำกัดด้านอุปทานพร้อมกัน

Gold Super Cycle คืออะไร
Gold Super Cycle ไม่ใช่คำศัพท์ที่มีคำนิยามทางเศรษฐศาสตร์หรือเกณฑ์วัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่โดยทั่วไปใช้กล่าวถึงช่วงเวลาหลายปีที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างจำนวนมากเคลื่อนไปในทิศทางที่เพิ่มบทบาทและความต้องการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยดังกล่าวอาจประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทุนสำรองของธนาคารกลาง ความกังวลต่อภาระหนี้และเสถียรภาพทางการคลัง การกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลเดียว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนข้อจำกัดในการเพิ่มผลผลิตจากเหมืองให้ทันกับอุปสงค์
แนวคิดนี้จึงไม่ได้หมายความว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือน หรือไม่สามารถลดลงรุนแรงได้ แต่หมายถึงแรงขับเคลื่อนพื้นฐานในระยะยาวยังมีอิทธิพล แม้ตลาดจะเผชิญช่วงปรับฐานหรือเข้าสู่ภาวะขาลงในระยะกลางเป็นบางช่วง
ต่างจากตลาดขาขึ้นระยะสั้นอย่างไร
ตลาดขาขึ้นระยะสั้นอาจเกิดจากข่าวเฉพาะหน้า การคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ย การปิดสถานะขาย หรือการไหลเข้าของเงินเก็งกำไร โดยอาจเกิดขึ้นและสิ้นสุดภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน
Gold Super Cycle ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าและยาวนานกว่า เช่น ธนาคารกลางหลายประเทศเพิ่มทองคำในทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง หรือผู้ลงทุนปรับบทบาทของทองคำในพอร์ตจากสินทรัพย์ทางเลือกไปเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์
ต่างจาก Secular Bull Market อย่างไร
Secular Bull Market หมายถึงแนวโน้มราคาขาขึ้นระยะยาว ซึ่งกินเวลาหลายปีและอาจประกอบด้วยตลาดหมีหรือการปรับฐานรุนแรงหลายครั้งระหว่างทาง
Gold Super Cycle มีขอบเขตกว้างกว่า เพราะไม่ได้พิจารณาเฉพาะทิศทางราคา แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุปสงค์ อุปทาน ทุนสำรอง และระบบการเงินระหว่างประเทศ
Secular Bull Market จึงอาจเป็นภาพที่ปรากฏบนกราฟราคา ขณะที่ Gold Super Cycle เป็นคำอธิบายถึงแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังที่ทำให้แนวโน้มดังกล่าวสามารถดำรงอยู่ได้เป็นเวลานาน
การปรับฐานไม่เท่ากับการสิ้นสุดของวัฏจักร
การปรับฐานคือการลดลงของราคาจากระดับสูงก่อนหน้า อาจเกิดจากการขายทำกำไร การถอนเงินจากกองทุน การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หรือการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
การสิ้นสุดของวัฏจักรระยะยาวมีความหมายมากกว่านั้น โดยควรเห็นการเปลี่ยนทิศของปัจจัยพื้นฐานหลายด้านพร้อมกันและต่อเนื่อง เช่น ธนาคารกลางกลายเป็นผู้ขายสุทธิในวงกว้าง ความต้องการลงทุนลดลงเป็นเวลานาน อุปทานเพิ่มเร็วกว่าความต้องการ หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับสูงโดยไม่มีปัจจัยความเสี่ยงอื่นมาชดเชย
ดังนั้น การที่ราคาทองคำลดลงมากกว่า 20% ยืนยันได้ว่าตลาดอยู่ในช่วงปรับฐานรุนแรง แต่ยังไม่เพียงพอในตัวเองที่จะยืนยันว่าวัฏจักรเชิงโครงสร้างได้สิ้นสุดลงแล้ว
เหตุผลที่สนับสนุนว่าวัฏจักรระยะยาวอาจยังไม่จบ
เหตุผลสำคัญที่ทำให้แนวคิด Gold Super Cycle ยังไม่ถูกลบล้าง คือแรงซื้อทองคำไม่ได้หายไปจากทุกภาคส่วนพร้อมกัน แม้ลักษณะของอุปสงค์จะแตกต่างจากช่วงที่ราคากำลังทำสถิติสูงสุด
ข้อมูลไตรมาสแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นว่า ความต้องการทองคำรวมเมื่อรวมธุรกรรมนอกตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับประมาณ 474 ตัน ซึ่งเป็นระดับรายไตรมาสสูงเป็นอันดับสองเท่าที่มีการบันทึก
ธนาคารกลางยังซื้อทองคำสุทธิประมาณ 244 ตันในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน แม้ปริมาณดังกล่าวจะต่ำกว่าช่วงที่การสะสมทองคำของภาครัฐเร่งตัวมากที่สุดระหว่างปี 2565–2567
ข้อมูลล่าสุดสำหรับเดือนพฤษภาคมยังพบว่า ธนาคารกลางที่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มทุนสำรองทองคำสุทธิราว 41 ตัน แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อของภาครัฐยังดำเนินต่อ แม้จะกระจุกตัวอยู่ในผู้ซื้อสำคัญเพียงบางประเทศ
ขณะเดียวกัน จีนเพิ่มทองคำในทุนสำรองเกือบ 15 ตันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดในรอบกว่าสองปีครึ่ง และเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกันที่มีการรายงานการสะสมทองคำเพิ่มขึ้น
ภาพดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าธนาคารกลางทุกแห่งกำลังซื้อทองคำ หรือปริมาณการซื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สะท้อนว่าการปรับฐานของราคาไม่ได้ทำให้บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ทุนสำรองหมดความสำคัญลงทันที
บทบาทของธนาคารกลางและทุนสำรองโลก
การซื้อทองคำของธนาคารกลางไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการคาดการณ์ว่าราคาจะเพิ่มขึ้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ
ทองคำไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิตจากผู้ออก ไม่ได้เป็นหนี้ของรัฐบาลหรือสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง และสามารถถือครองนอกระบบการชำระเงินของต่างประเทศได้ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ทองคำยังมีบทบาทในช่วงที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการคว่ำบาตร และความไม่แน่นอนของระบบการเงินเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจธนาคารกลางประจำปี 2569 ของ World Gold Council พบว่า 89% ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 45% คาดว่าสถาบันของตนเองจะเพิ่มการถือครอง และมีเพียง 1% ที่คาดว่าจะลดทองคำในทุนสำรอง
เหตุผลที่ถูกกล่าวถึงมาก ได้แก่ การกระจายความเสี่ยง ผลการดำเนินงานในช่วงวิกฤต การรักษามูลค่าในระยะยาว การป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ และการบริหารความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจและมุมมอง ไม่ใช่หลักประกันว่าธนาคารกลางจะดำเนินการซื้อจริงตามที่คาดทั้งหมด การตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับระดับราคา สภาพคล่องของทุนสำรอง ภาวะค่าเงิน และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
การกระจายทุนสำรองไม่เท่ากับการสิ้นสุดของเงินดอลลาร์
การเพิ่มทองคำในทุนสำรองมักถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ แต่ข้อมูลปัจจุบันยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่าเงินดอลลาร์กำลังสูญเสียสถานะสกุลเงินสำรองหลักอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศระบุว่า สัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีการระบุสกุลเงินเพิ่มขึ้นเป็น 57.13% ในไตรมาสแรกของปี 2569 จาก 56.42% ในไตรมาสก่อนหน้า
เงินดอลลาร์จึงยังมีบทบาทนำทั้งด้านทุนสำรอง การค้าระหว่างประเทศ ตลาดพันธบัตร และสภาพคล่องทางการเงินโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นควรถูกอธิบายว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า “การแทนที่เงินดอลลาร์” ธนาคารกลางอาจถือเงินดอลลาร์ควบคู่กับทองคำและสกุลเงินอื่น โดยไม่จำเป็นต้องเลือกสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว
หนี้ภาครัฐและความเสี่ยงด้านการคลัง
ความกังวลต่อระดับหนี้ภาครัฐเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนการถือครองทองคำในระยะยาว เพราะทองคำไม่ใช่ภาระหนี้ของรัฐบาลใด และไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระดอกเบี้ยของผู้ออกหลักทรัพย์
กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นมาอยู่ต่ำกว่า 94% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2568 และอาจแตะ 100% ภายในปี 2572 โดยแรงกดดันมาจากภาระดอกเบี้ย รายจ่ายด้านสังคม การป้องกันประเทศ และการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
ภาวะหนี้สูงไม่ได้แปลว่าราคาทองคำต้องเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หากรัฐบาลยังสามารถระดมทุนได้ ตลาดพันธบัตรยังมีสภาพคล่อง และนักลงทุนยังเชื่อมั่นในเสถียรภาพของระบบการคลัง เงินทุนอาจยังคงอยู่ในพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ย
ในทางกลับกัน หากความกังวลด้านการคลังทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ทองคำอาจถูกกดดันในระยะสั้น แม้เหตุผลในการถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงระยะยาวจะยังคงอยู่ก็ตาม
นี่คือความแตกต่างระหว่างแรงกระทบระยะสั้นกับแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง ปัจจัยเดียวกันอาจเป็นลบต่อราคาในช่วงหนึ่ง แต่เป็นเหตุผลสนับสนุนการถือครองในอีกช่วงเวลาหนึ่งได้
เงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นบวกต่อทองคำเสมอไป
ทองคำมักถูกเรียกว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ความสัมพันธ์ในตลาดจริงมีความซับซ้อนกว่าคำอธิบายดังกล่าว
หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารกลางไม่ตอบสนองด้วยการขึ้นดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจลดลงและเอื้อต่อทองคำ
แต่หากเงินเฟ้อสูงทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยระดับสูงหรือกลับมาใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์อาจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ทองคำถูกขายแม้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะสูงขึ้น
สถานการณ์ในช่วงกลางปี 2569 สะท้อนความสัมพันธ์นี้อย่างชัดเจน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางผลักดันราคาพลังงานและความกังวลเงินเฟ้อ แต่แทนที่ทองคำจะได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ตลาดกลับให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและเงินดอลลาร์มากกว่า
จึงไม่ควรสรุปว่าเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ทุกครั้งต้องเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับว่าตลาดตีความผลกระทบผ่านช่องทางเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน หรือความต้องการสภาพคล่องมากที่สุด
ความต้องการทองคำแท่ง เหรียญ และกองทุน ETF
โครงสร้างอุปสงค์ทองคำในปี 2569 แสดงภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างผู้ซื้อทองคำจริงและนักลงทุนผ่านตลาดการเงิน
ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 42% เป็นประมาณ 474 ตัน โดยแรงซื้อจากเอเชียมีบทบาทสำคัญ สะท้อนว่าผู้ลงทุนรายย่อยและผู้ถือครองระยะยาวบางส่วนยังมองทองคำเป็นเครื่องมือรักษามูลค่า แม้ราคาอยู่ในระดับสูง
ในทางตรงกันข้าม ความต้องการเครื่องประดับลดลงประมาณ 23% จากปีก่อน เนื่องจากระดับราคากระทบกำลังซื้อ ผู้บริโภคบางส่วนลดน้ำหนักทองที่ซื้อ เปลี่ยนไปซื้อผลิตภัณฑ์ราคาต่ำกว่า หรือนำเครื่องประดับเก่ามาแลกแทนการซื้อใหม่
ตลาดอินเดียในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมยังปรากฏส่วนลดจากราคาตลาดโลกในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าความผันผวนและราคาที่สูงยังจำกัดความต้องการซื้อใหม่จากผู้บริโภคและผู้ค้าเครื่องประดับ
กระแสเงิน ETF ยังไม่ให้คำตอบเพียงด้านเดียว
กองทุน ETF ทองคำเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความต้องการจากนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนในตลาดการเงิน
ในไตรมาสแรก กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกเพิ่มการถือครองสุทธิประมาณ 62 ตัน แต่ปริมาณเงินไหลเข้าอ่อนกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมาก
เมื่อพิจารณาครึ่งแรกของปี 2569 กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกยังมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ และปริมาณทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้น 18 ตัน เป็น 4,047 ตัน
อย่างไรก็ตาม เดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวมีเงินไหลออกประมาณ 8,900 ล้านดอลลาร์ และปริมาณถือครองลดลง 74 ตัน โดยกองทุนในอเมริกาเหนือเป็นแหล่งเงินไหลออกหลัก ขณะที่กระแสเงินจากเอเชียช่วยประคองภาพรวมครึ่งปีแรก
ข้อมูลนี้ชี้ว่า ความต้องการลงทุนไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เปลี่ยนศูนย์กลางและมีความแตกต่างระหว่างภูมิภาคอย่างมาก การพึ่งพาเพียงยอดรวมทั่วโลกอาจบดบังความอ่อนแอในตลาดตะวันตกหรือความแข็งแรงในตลาดเอเชีย
ข้อจำกัดด้านอุปทานและผลผลิตเหมือง
หนึ่งในเหตุผลที่มักถูกใช้สนับสนุนแนวคิด Gold Super Cycle คืออุปทานจากเหมืองไม่สามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามราคา เนื่องจากการพัฒนาเหมืองใหม่ต้องผ่านการสำรวจ การขออนุญาต การลงทุนก่อสร้าง และการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดไม่ได้สะท้อนภาวะขาดแคลนอุปทานในทันที
ผลผลิตจากเหมืองในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 2% เป็น 885 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับไตรมาสแรก ขณะที่ทองคำรีไซเคิลเพิ่มขึ้น 5% เป็นประมาณ 366 ตัน ส่งผลให้อุปทานรวมเพิ่มขึ้น 2% เป็นประมาณ 1,231 ตัน
ราคาที่สูงช่วยกระตุ้นให้ผู้ถือเครื่องประดับและทองคำเก่านำทองออกมาขายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความคุ้มค่าของโครงการเหมืองบางแห่ง
ดังนั้น ข้อจำกัดด้านอุปทานควรถูกมองเป็นปัจจัยระยะยาว ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าตลาดจะขาดทองคำในทุกช่วงเวลา หากราคายังคงสูงเป็นเวลานาน ปริมาณรีไซเคิลและการลงทุนในกำลังผลิตสามารถเพิ่มขึ้นและบรรเทาความตึงตัวของตลาดได้
เหตุผลที่ทองคำยังปรับฐานรุนแรงได้
แม้ปัจจัยเชิงโครงสร้างยังมีอยู่ ทองคำก็สามารถลดลงรุนแรงได้ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยและไม่สร้างกระแสเงินสด ผู้ถือครองจึงต้องเปรียบเทียบผลตอบแทนกับเงินฝาก พันธบัตร และสินทรัพย์อื่นอยู่เสมอ
ในวันที่ 9 กรกฎาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่บริเวณ 4.54% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้ออายุ 5 ปีอยู่ใกล้ 2%
เมื่อผลตอบแทนที่แท้จริงอยู่ในระดับสูง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำจะเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนสามารถถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและยังได้รับผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ
เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าก็เพิ่มแรงกดดันอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากทองคำซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก เมื่อดอลลาร์แข็ง ทองคำจะมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น และอาจทำให้ความต้องการชะลอลง
นอกจากนี้ การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้ามักดึงดูดเงินลงทุนตามแนวโน้ม เมื่อราคาเริ่มกลับทิศ การขายทำกำไร การลดสถานะ และการเรียกหลักประกันสามารถเร่งให้ราคาลดลงมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานในช่วงเวลาเดียวกัน
การปรับฐานจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ตลาดปรับมูลค่าใหม่ หลังความคาดหวัง ราคา และสถานะการลงทุนเคยเคลื่อนออกห่างจากปัจจัยพื้นฐานมากเกินไป
ปัจจัยที่คัดค้านหรือเป็นจุดอ่อนของแนวคิด Gold Super Cycle
แม้แนวคิด Gold Super Cycle ยังมีเหตุผลสนับสนุน แต่ก็มีข้อโต้แย้งสำคัญหลายประการที่ไม่ควรถูกละเลย
การซื้อของธนาคารกลางเริ่มกระจุกตัว
แม้ยอดซื้อสุทธิยังเป็นบวก แต่การซื้อในหลายเดือนมาจากธนาคารกลางเพียงไม่กี่แห่ง หากผู้ซื้อรายใหญ่ลดการสะสม ยอดรวมของตลาดอาจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคารกลางบางประเทศยังสามารถกลายเป็นผู้ขาย เมื่อจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพค่าเงิน เพิ่มสภาพคล่อง หรือนำทุนสำรองไปชำระภาระต่างประเทศ
การซื้อทองคำของธนาคารกลางจึงไม่ใช่แรงซื้อที่ไม่มีวันสิ้นสุด และระดับราคาที่สูงอาจทำให้ผู้บริหารทุนสำรองเลือกชะลอการซื้อหรือรอจังหวะที่เหมาะสมกว่า
เงินดอลลาร์ยังแข็งแรงกว่าที่แนวคิดลดการพึ่งพาดอลลาร์บางส่วนบ่งชี้
สัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองโลกไม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส และในไตรมาสแรกของปี 2569 ยังปรับเพิ่มขึ้น
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ยังมีขนาด สภาพคล่อง และความสามารถรองรับธุรกรรมข้ามประเทศสูงกว่าสินทรัพย์ทางเลือกส่วนใหญ่
ทองคำสามารถมีบทบาทเพิ่มขึ้นพร้อมกับเงินดอลลาร์ที่ยังคงมีอำนาจนำได้ ดังนั้น การคาดการณ์ว่าทองคำจะเพิ่มขึ้นเพราะเงินดอลลาร์ต้องเสื่อมบทบาทอย่างรวดเร็ว จึงเป็นสมมติฐานที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาด
หากแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่และธนาคารกลางไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
สภาพแวดล้อมดังกล่าวอาจจำกัดความต้องการทองคำจากนักลงทุนตลาดการเงิน แม้ความเสี่ยงด้านหนี้และภูมิรัฐศาสตร์จะยังไม่หายไป
ราคาสูงทำลายอุปสงค์บางส่วน
ความต้องการเครื่องประดับที่ลดลง ส่วนลดในตลาดอินเดีย และการเพิ่มขึ้นของทองคำรีไซเคิลแสดงให้เห็นว่า ระดับราคาที่สูงสามารถสร้างกลไกปรับสมดุลของตลาดได้
เมื่อราคาสูงเกินกว่ากำลังซื้อ ผู้บริโภคจะลดปริมาณการซื้อ ขณะที่ผู้ถือทองคำเดิมมีแรงจูงใจนำทองออกมาขายมากขึ้น
Super Cycle เป็นแนวคิดที่พิสูจน์ย้อนหลังได้ง่ายกว่าคาดการณ์ล่วงหน้า
ไม่มีเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า Gold Super Cycle ต้องใช้เวลากี่ปี ต้องปรับขึ้นเท่าใด หรือจะถือว่าสิ้นสุดเมื่อราคาลดลงกี่เปอร์เซ็นต์
คำดังกล่าวจึงเสี่ยงถูกนำมาใช้อธิบายตลาดหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว มากกว่าจะเป็นเครื่องมือคาดการณ์ที่มีเงื่อนไขชัดเจน
ผู้วิเคราะห์จึงควรใช้แนวคิดนี้เป็นกรอบสำหรับติดตามปัจจัยเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ข้อสรุปว่าราคาทองคำจะต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
สัญญาณที่ควรติดตามเพื่อยืนยันว่าวัฏจักรยังดำเนินต่อ
ความกว้างของแรงซื้อจากธนาคารกลาง
ไม่ควรติดตามเพียงว่าธนาคารกลางโลกเป็นผู้ซื้อสุทธิหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาจำนวนประเทศที่ซื้อ ปริมาณการซื้อเฉลี่ย และการกระจายตัวของผู้ซื้อ
หากยอดซื้อยังเป็นบวกแต่พึ่งพาเพียงหนึ่งหรือสองประเทศ ความแข็งแรงเชิงโครงสร้างย่อมน้อยกว่าการซื้อที่กระจายไปในหลายภูมิภาค
กระแสเงิน ETF หลังตลาดสงบลง
การกลับมาของเงินไหลเข้าสู่กองทุน ETF อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากอเมริกาเหนือและยุโรป จะเป็นสัญญาณว่านักลงทุนสถาบันกลับมาเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ต
หากราคาปรับฐานแล้วแต่ ETF ยังเผชิญเงินไหลออกต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่าความต้องการถือทองคำในตลาดการเงินยังไม่ฟื้นตัว
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์
หากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงและเงินดอลลาร์อ่อนค่า แรงกดดันหลักต่อทองคำจะบรรเทาลง
แต่หากผลตอบแทนที่แท้จริงทรงตัวในระดับสูงหรือปรับเพิ่มขึ้นพร้อมเงินดอลลาร์แข็ง ทองคำอาจต้องอาศัยแรงซื้อจากธนาคารกลางและตลาดกายภาพมากขึ้น เพื่อชดเชยเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดการเงิน
การตอบสนองของตลาดกายภาพต่อราคาที่ลดลง
ค่าพรีเมียมในจีนและอินเดีย ปริมาณนำเข้า ความต้องการทองคำแท่ง และยอดขายเครื่องประดับ จะช่วยบอกว่าการปรับฐานสามารถดึงดูดผู้ซื้อจริงกลับมาได้มากเพียงใด
หากราคาลดลงแต่ผู้บริโภคยังรอคอยหรือผู้ค้าต้องเสนอส่วนลดมากขึ้น อาจหมายความว่าตลาดยังไม่เห็นระดับราคาที่เหมาะสม
การเพิ่มขึ้นของผลผลิตและทองคำรีไซเคิล
หากอุปทานจากเหมืองและทองคำรีไซเคิลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และลดแรงสนับสนุนด้านราคา
พฤติกรรมของราคาหลังรับข่าว
สัญญาณสำคัญไม่ใช่เพียงตัวข่าว แต่คือปฏิกิริยาของราคา
หากทองคำสามารถทรงตัวได้แม้ผลตอบแทนพันธบัตรสูงและเงินดอลลาร์แข็ง อาจสะท้อนว่ามีแรงซื้อเชิงโครงสร้างรองรับ
ในทางกลับกัน หากราคาทองคำยังอ่อนตัวแม้ดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงหรือเกิดเหตุการณ์ที่ปกติควรเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย อาจเป็นสัญญาณว่าแรงขับเคลื่อนภายในตลาดยังอ่อนแอ
บทสรุปเชิงบรรณาธิการ
การลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดและการร่วงลงรุนแรงในเดือนมิถุนายนยืนยันว่า ทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง และสถานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงไม่ได้ทำให้ราคาปลอดจากแรงขาย
แต่ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่แสดงว่า ปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างได้เปลี่ยนทิศพร้อมกันทั้งหมด
ธนาคารกลางหลายประเทศยังเพิ่มทองคำในทุนสำรอง ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังอยู่ในระดับสูง ความกังวลด้านหนี้ภาครัฐยังคงอยู่ และการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองยังเป็นประเด็นสำคัญในระบบการเงินโลก
ในอีกด้านหนึ่ง จุดอ่อนของตลาดปรากฏชัดขึ้น ทั้งเงินไหลออกจาก ETF ในเดือนมิถุนายน ความต้องการเครื่องประดับที่ลดลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงระดับสูง เงินดอลลาร์แข็ง และโอกาสที่ธนาคารกลางจะชะลอการซื้อเมื่อราคาอยู่ในระดับแพง
จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงยังมีเหตุผลรองรับว่า สมมติฐาน Gold Super Cycle ยังไม่ถูกลบล้างด้วยการปรับฐานเพียงครั้งเดียว แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า ราคาทองคำจะต้องกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ หรือวัฏจักรระยะยาวจะดำเนินต่อโดยไม่มีเงื่อนไข
บททดสอบสำคัญจะอยู่ที่ว่า ในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า แรงซื้อจากธนาคารกลาง นักลงทุนระยะยาว และตลาดกายภาพ จะสามารถชดเชยแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เงินดอลลาร์ กระแสเงิน ETF และอุปทานที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
Gold Super Cycle จึงยังเป็นสมมติฐานที่มีปัจจัยเชิงโครงสร้างรองรับ แต่ต้องได้รับการยืนยันจากข้อมูลจริงอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการตัดสินจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงสั้น หรือความเชื่อว่าทองคำจะต้องปรับขึ้นเสมอเมื่อโลกเผชิญความไม่แน่นอน
แหล่งข้อมูลประกอบ
- Reuters รายงานภาวะตลาดทองคำวันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569 โดยราคาสปอตอยู่ใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำกว่าสถิติสูงสุดวันที่ 29 มกราคมมากกว่า 20% ท่ามกลางเงินดอลลาร์แข็งและความคาดหวังต่อนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
- Reuters รายงานว่า ราคาทองคำลดลง 11.65% ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 และจีนเพิ่มทองคำในทุนสำรองเกือบ 15 ตันในเดือนเดียวกัน
- World Gold Council, Gold Demand Trends ไตรมาสแรกปี 2569: ความต้องการรวมเมื่อรวม OTC อยู่ที่ 1,231 ตัน ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญ 474 ตัน กองทุน ETF เพิ่มการถือครอง 62 ตัน และธนาคารกลางซื้อสุทธิ 244 ตัน
- World Gold Council, Central Bank Gold Reserves Survey 2026: 89% ของผู้ตอบคาดว่าทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางโลกจะเพิ่มขึ้น และ 45% คาดว่าสถาบันของตนเองจะเพิ่มการถือครอง
- World Gold Council รายงานว่าธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 41 ตันในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยการซื้อยังคงกระจุกตัวในธนาคารกลางบางแห่ง
- World Gold Council, Gold ETF Flows เดือนมิถุนายน 2569: ครึ่งแรกของปีมีกระแสเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ และปริมาณถือครองเพิ่มขึ้น 18 ตัน แต่เดือนมิถุนายนมีเงินไหลออก 8,900 ล้านดอลลาร์ และปริมาณถือครองลดลง 74 ตัน
- World Gold Council รายงานว่า ผลผลิตเหมืองไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 885 ตัน ขณะที่ทองคำรีไซเคิลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 366 ตัน
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศระบุว่า สัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีการระบุสกุลเงินอยู่ที่ 57.13% ในไตรมาสแรกของปี 2569
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ต่ำกว่า 94% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2568 และมีแนวโน้มแตะ 100% ภายในปี 2572
- ข้อมูลธนาคารกลางสหรัฐฯ ผ่าน FRED แสดงว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.54% และผลตอบแทน TIPS อายุ 5 ปีอยู่ที่ 1.99% ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569
ข้อสงวนสิทธิ์
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ และการศึกษาโดยทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำแนะนำ ข้อเสนอ หรือคำชักชวนให้ลงทุนในทองคำหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ๆ ราคาทองคำและอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนและอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่งและพิจารณาความเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้ gold.in.th และผู้เขียนไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดจากการนำข้อมูลในบทความนี้ไปใช้


















