ราคาทองคำโลกเช้าวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 พักตัวลงเล็กน้อยหลังพุ่งแรงในตลาดสหรัฐ โดย Gold Spot ณ เวลา 09.22 น. ตามเวลาไทย อยู่ที่ 4,154.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 15.50 ดอลลาร์ หรือ 0.37% ในรอบการซื้อขายล่าสุด หลังราคาขึ้นทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,178.40 ดอลลาร์
ช่วงปลายตลาดสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา ราคาทองคำเคลื่อนไหวบริเวณ 4,168.70 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 64.20 ดอลลาร์ หรือ 1.56% ขณะที่ราคาโลหะเงินเพิ่มขึ้น 3.24% สู่ระดับ 57.31 ดอลลาร์ สะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้าสู่ตลาดโลหะมีค่าหลังการปรับตัวลงจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก่อนหน้านี้
บอนด์ยีลด์ร่วงหนุนทอง แม้ PPI สหรัฐสูงกว่าคาด
แรงหนุนสำคัญของราคาทองมาจากการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและการอ่อนค่าของดอลลาร์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงประมาณ 10 จุดเบสิกพอยต์ มาอยู่ใกล้ 5.09% นับเป็นการลดลงรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568
ความต้องการพันธบัตรเพิ่มขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ของบริษัทที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงความผันผวนในตลาดหุ้น ส่งผลให้เงินบางส่วนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และช่วยลดแรงกดดันต่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
การฟื้นตัวของทองเกิดขึ้นแม้ข้อมูลเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตสหรัฐออกมาร้อนแรง ดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI เดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนก่อน และ 6.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565
ราคาพลังงานในหมวดอุปสงค์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 10.8% โดยราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 20.3% ขณะที่ยอดค้าปลีกสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.8% และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ 199,000 ราย แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
ตลาดยังคาดเฟดพักดอกเบี้ยเดือนตุลาคม
แม้ข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด แต่ตลาดยังให้น้ำหนักกับการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมมากกว่า
ข้อมูลที่รวบรวมโดย Trading Economics ระบุว่า ตลาดประเมินโอกาสประมาณ 72% ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ ขณะที่โอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 92%
ราคาทองจึงยังเคลื่อนไหวภายใต้แรงสองด้าน คือแรงหนุนจากบอนด์ยีลด์และดอลลาร์ที่อ่อนลง กับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อาจทำให้เฟดคงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
จีนเพิ่มทุนสำรองทอง–ETF ถือครองสูงเป็นสถิติ
รายงานของ World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำเพิ่ม 23 ตันในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นยอดซื้อรายเดือนสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ทำให้จีนมีทองคำสำรองอย่างเป็นทางการ 2,410 ตัน หรือคิดเป็น 8.5% ของทุนสำรองทั้งหมด
การซื้อดังกล่าวทำให้จีนเพิ่มทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 โดยซื้อรวม 63 ตันในไตรมาส 3 และรวม 103 ตันตั้งแต่ต้นปี
กองทุน ETF ทองคำในจีนมีเงินไหลเข้าเทียบเท่าทองคำ 11 ตันในเดือนกันยายน ติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม ส่งผลให้ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองเพิ่มขึ้นเป็นสถิติ 304 ตัน มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารอยู่ที่ประมาณ 276,000 ล้านหยวน หรือ 41,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ทองคำภาคค้าส่งของจีนในไตรมาส 3 อยู่ที่ 234 ตัน ลดลง 21% จากปีก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสิบปี 44% เนื่องจากการบริโภคเครื่องประดับทองคำยังอ่อนแอกว่าระดับปกติ
Bitcoin เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับทองมากขึ้น
Block Scholes รายงานว่า ความสัมพันธ์แบบย้อนหลัง 90 วันระหว่าง Bitcoin กับทองคำเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 55% ในช่วงกลางเดือนกันยายน และอยู่ที่ประมาณ 51% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563
นับตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม Bitcoin มีความสัมพันธ์กับทองคำมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2563 ท่ามกลางความกังวลเรื่องหนี้ภาครัฐ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของสกุลเงินหลัก
ตลาดจับตาถ้อยแถลงประธานเฟดและข้อมูลสหรัฐ
เวลา 10.30 น. วันนี้ตามเวลาไทย Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐ มีกำหนดสนทนากับ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ในการประชุมที่กรุงเทพฯ
ช่วงค่ำ ตลาดจะติดตามดัชนีราคานำเข้าและส่งออกของสหรัฐเวลา 19.30 น. ตามด้วยตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิตเวลา 20.15 น. ซึ่งเป็นข้อมูลชุดถัดไปเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
ภาพรวมตลาดทองคำเช้าวันนี้จึงเป็นการพักตัวหลังราคาฟื้นแรงจากการลดลงของบอนด์ยีลด์และดอลลาร์ ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐ ทิศทางดอกเบี้ยเฟด และแรงซื้อทองจากจีนยังเป็นข่าวสำคัญที่ตลาดติดตาม
ข้อจำกัดความรับผิด: เนื้อหานี้เป็นข่าวและข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับภาวะตลาดทองคำ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือคำชักชวนให้ซื้อหรือขายทองคำ ตราสารอนุพันธ์ หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ๆ
แหล่งข้อมูลประกอบ: Kitco, FXStreet, Trading Economics, U.S. Bureau of Labor Statistics, สมาคมค้าทองคำ และ GOLD.in.th


