หน้าแรกข่าวทองคำความต้องการทองคำโลก Q1/2026 พุ่ง ทองแท่ง–เหรียญหนุนตลาด

ความต้องการทองคำโลก Q1/2026 พุ่ง ทองแท่ง–เหรียญหนุนตลาด

- Advertisement -

ความต้องการทองคำโลก Q1/2026 พุ่ง ทองแท่ง–เหรียญหนุนตลาด ขณะธนาคารกลางยังซื้อทองต่อ

ราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ไม่ได้ทำให้ความต้องการทองคำทั่วโลกหายไป ตรงกันข้าม ตลาดทองคำในไตรมาสแรกของปี 2569 กลับสะท้อนภาพที่น่าสนใจมากขึ้น คือผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อทองรูปพรรณ ไปสู่การถือครองทองคำในรูปแบบการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะทองแท่งและเหรียญทอง

ประเด็นนี้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนจากรายงาน Gold Demand Trends Q1 2026 ของ World Gold Council ซึ่งระบุว่า ความต้องการทองคำรวมทั่วโลกในไตรมาส 1 ปี 2569 รวมธุรกรรม OTC อยู่ที่ 1,231 ตัน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าความต้องการทองคำพุ่งขึ้นถึง 74% แตะระดับ 193,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นมูลค่าความต้องการทองคำรายไตรมาสที่สูงเป็นประวัติการณ์

ด้าน Kitco News รายงานในทิศทางเดียวกันว่า แรงซื้อทองแท่งและเหรียญเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำไตรมาสแรก ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ซื้อสุทธิ แม้ตลาดเผชิญทั้งราคาทองที่ผันผวน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแรงขายบางส่วนจากบางประเทศ

ทองแท่งและเหรียญกลายเป็นพระเอกของตลาดทองคำ

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำประเภททองแท่งและเหรียญในไตรมาสแรกอยู่ที่ 474 ตัน เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน และถือเป็นไตรมาสที่สูงเป็นอันดับสองในประวัติการณ์ รองจากช่วงที่ตลาดเคยมีแรงซื้อรุนแรงในปี 2556

ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณซื้อขายทั่วไป เพราะสะท้อนว่าในช่วงที่ราคาทองคำสูง นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้มองทองคำเพียงในฐานะเครื่องประดับ แต่เริ่มมองทองคำเป็นสินทรัพย์สำหรับเก็บมูลค่า ป้องกันความเสี่ยง และใช้เป็นที่พักเงินในช่วงที่ตลาดการเงินโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แรงซื้อดังกล่าวนำโดยนักลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดทองคำขนาดใหญ่ของโลก รายงานของ World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองแท่งและเหรียญในจีนเพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับ 207 ตัน ซึ่งเป็นสถิติรายไตรมาสสูงสุดใหม่ ขณะที่อินเดียมีความต้องการทองแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้น 34% มาอยู่ที่ 62 ตัน

ทองแพงไม่ได้ทำให้คนเลิกซื้อทอง แต่ทำให้รูปแบบการซื้อเปลี่ยนไป

ภาพสำคัญของตลาดทองคำในรอบนี้คือ ราคาทองคำที่สูงมากทำให้ผู้บริโภคลดการซื้อทองรูปพรรณลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนกลับเพิ่มการซื้อทองคำในรูปแบบที่มีพรีเมียมต่ำกว่า เช่น ทองแท่งและเหรียญทอง

รายงานของ World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองรูปพรรณทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2569 ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือราว 300 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แต่เมื่อมองในแง่มูลค่า การใช้จ่ายกับทองรูปพรรณกลับเพิ่มขึ้น 31% แตะ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาสแรก

กล่าวอีกแบบคือ ผู้บริโภคยังไม่ได้หมดความสนใจในทองคำ แต่ราคาที่สูงมากทำให้หลายคนซื้อน้ำหนักทองน้อยลง เลือกชิ้นที่เบาลง หรือในบางตลาดหันไปซื้อทองแท่งและเหรียญแทน เพราะมีต้นทุนแฝงและค่าพรีเมียมต่ำกว่าทองรูปพรรณ

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างดีมานด์ทองคำโลก เพราะจากเดิมที่ทองรูปพรรณเคยเป็นหนึ่งในแรงซื้อหลักของตลาด ปัจจุบันแรงซื้อเพื่อการลงทุนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ค่าเงิน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

จีนและอินเดียสะท้อนภาพการย้ายจาก “ทองสวมใส่” ไปสู่ “ทองลงทุน”

ในจีน ความต้องการทองรูปพรรณลดลงแรงจากผลของราคาทองที่สูง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ และผลของการเปลี่ยนแปลงภาษีมูลค่าเพิ่มในตลาดทองบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกัน ความต้องการทองแท่งและเหรียญกลับทำสถิติสูงสุดใหม่

World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองแท่งและเหรียญของจีนในไตรมาสแรกแตะ 207 ตัน สูงกว่าสถิติเดิมที่ 155 ตันในไตรมาส 2 ปี 2556 สะท้อนว่าเมื่อตลาดหุ้น ค่าเงิน และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นยังไม่สามารถให้ความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนได้ ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนจีนเลือกถือครอง

ส่วนอินเดีย ซึ่งตามปกติเป็นตลาดที่ผูกพันกับทองรูปพรรณอย่างมาก ก็เริ่มเห็นสัญญาณคล้ายกัน ความต้องการทองแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นจนเกือบเทียบเท่าความต้องการทองรูปพรรณในบางช่วง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในตลาดที่ทองรูปพรรณเคยมีบทบาทนำมาโดยตลอด

ธนาคารกลางยังซื้อทอง แม้มีแรงขายบางส่วน

นอกจากแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยแล้ว ธนาคารกลางยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญของตลาดทองคำ โดยรายงานของ World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางและสถาบันทางการซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน

แม้ในไตรมาสดังกล่าวจะมีแรงขายทองจากบางประเทศหรือบางสถาบัน เพื่อบริหารสภาพคล่องและสำรองระหว่างประเทศ แต่ภาพรวมยังสะท้อนว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์สำรองที่ธนาคารกลางให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในโลกที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเงิน และค่าเงินยังไม่คลี่คลาย

World Gold Council ประเมินว่า ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางในปี 2569 ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับแข็งแกร่งใกล้เคียงปี 2568 โดยตั้งกรอบไว้ราว 700–900 ตัน สำหรับทั้งปี หากความเสี่ยงด้านภูมิเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป

ETF ยังเป็นบวก แต่แรงซื้อชะลอจากแรงขายในสหรัฐฯ

ในฝั่งกองทุนทองคำ ETF รายงานระบุว่า กองทุนทองคำทั่วโลกยังมีเงินไหลเข้าสุทธิในไตรมาสแรก โดยปริมาณถือครองเพิ่มขึ้น 62 ตัน แต่ถือว่าชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน ซึ่งเคยมีแรงซื้อสูงถึง 230 ตัน

ปัจจัยที่ทำให้ ETF ชะลอลงมาจากแรงขายของกองทุนในสหรัฐฯ ช่วงเดือนมีนาคม หลังราคาทองคำปรับฐานและนักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรหรือลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม กองทุนทองคำในเอเชียยังมีแรงซื้อสม่ำเสมอ โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ตลาดหุ้นที่อ่อนแอ และค่าเงินที่เปราะบาง

สำหรับตลาดไทย สัญญาณนี้ไม่ควรมองข้าม

แม้รายงานของ World Gold Council จะเป็นภาพรวมระดับโลก แต่สาระสำคัญเชื่อมโยงกับตลาดทองคำไทยโดยตรง เพราะพฤติกรรมผู้ซื้อทองในไทยเองก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเมื่อราคาทองคำปรับขึ้นแรง ผู้บริโภคบางส่วนอาจลดการซื้อทองรูปพรรณหรือหันไปเลือกน้ำหนักที่เล็กลง ขณะที่นักลงทุนอีกกลุ่มยังคงสนใจทองคำแท่งในฐานะสินทรัพย์สะสมระยะยาว

ในตารางข้อมูลรายประเทศของ World Gold Council ความต้องการทองรูปพรรณของไทยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 1.7 ตัน ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ความต้องการทองแท่งและเหรียญของไทยอยู่ที่ 10.0 ตัน เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน ภาพนี้สะท้อนทิศทางเดียวกับตลาดโลก คือแรงซื้อเพื่อการลงทุนยังมีบทบาทมาก แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง

สำหรับผู้ประกอบการทองคำไทย ประเด็นนี้อาจเป็นสัญญาณสำคัญว่าความต้องการของผู้ซื้อกำลังเปลี่ยนไป จากการซื้อเพื่อสวมใส่หรือถือเป็นเครื่องประดับ ไปสู่การซื้อเพื่อออม ลงทุน และบริหารความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำผันผวนเร็วและข่าวเศรษฐกิจโลกมีผลต่อราคาทองในประเทศอย่างชัดเจน

ภาพใหญ่: ทองคำกำลังเปลี่ยนบทบาทในพอร์ตของประชาชน

หากสรุปภาพใหญ่จากรายงานไตรมาสแรกของปี 2569 จะเห็นว่า ตลาดทองคำโลกไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงหนุนหลายด้านพร้อมกัน ทั้งราคาทองที่มีโมเมนตัมแข็งแกร่ง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ในภาวะเช่นนี้ ทองคำจึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์หรือเครื่องประดับเท่านั้น แต่กลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนรายย่อย กองทุน และธนาคารกลางต่างใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษามูลค่าในระยะยาว

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ราคาทองคำที่สูงไม่ได้ทำให้ความต้องการทองคำหายไปทั้งหมด แต่ทำให้โครงสร้างความต้องการเปลี่ยนรูป จาก “ทองเพื่อสวมใส่” ไปสู่ “ทองเพื่อถือครอง” มากขึ้น และในรอบนี้ ทองแท่งกับเหรียญทองคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

บทสรุป

รายงาน Gold Demand Trends Q1 2026 ของ World Gold Council ชี้ให้เห็นว่า ตลาดทองคำโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ แม้ราคาทองคำจะสูงเป็นประวัติการณ์ แต่แรงซื้อเพื่อการลงทุนยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะทองแท่งและเหรียญที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ขณะที่ธนาคารกลางยังคงซื้อทองสุทธิต่อเนื่อง

สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญจากข้อมูลชุดนี้คือ การติดตามราคาทองคำเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ควรมองลึกไปถึงโครงสร้างความต้องการทองคำด้วย เพราะเมื่อแรงซื้อจากนักลงทุนและธนาคารกลางยังคงอยู่ ตลาดทองคำอาจยังมีฐานรองรับในระยะกลางถึงยาว แม้ระหว่างทางจะมีแรงขายทำกำไรและความผันผวนสูงก็ตาม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Kitco News, World Gold Council

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการติดตามภาวะตลาดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

- Advertisement -
Mr.Gold
Mr.Gold
หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มข้อมูลข่าวสารให้ผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำ
- Advertisement -
RELATED ARTICLES
- Advertisement -
- Advertisement -

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ

- Advertisement -