หน้าแรกVideoทำไมการ “รักษากำไร” สำคัญพอ ๆ กับ “การทำกำไร”

ทำไมการ “รักษากำไร” สำคัญพอ ๆ กับ “การทำกำไร”

- Advertisement -

🎙สมมุติอย่างนี้ มือโปรคิดยังไง | EP นี้เราคุยเรื่อง

ที่มา: exness

“จะถือหรือขาย? ตัดสินใจอย่างไรไม่ให้พลาด!”

ทำไมการรักษากำไรสำคัญพอ ๆ กับการทำกำไร

เวลาพูดถึงการลงทุน คนส่วนใหญ่มักโฟกัสกับคำถามว่า “จะทำกำไรยังไง”

แต่ในตลาดจริง คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ถ้ากำไรมาแล้ว เราจะรักษามันไว้ยังไง” เพราะหลายครั้งสิ่งที่ทำให้พอร์ตเสียหาย ไม่ใช่การหาโอกาสไม่เจอ แต่คือการปล่อยให้กำไรที่มีอยู่ค่อย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีแผนรองรับเลย

นี่คือเหตุผลที่หัวข้อของคลิปนี้สำคัญมาก

เพราะมันเตือนตรง ๆ ว่า การทำกำไรได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเก็บกำไรนั้นไว้ได้เสมอไป และบางครั้งคนที่วิเคราะห์ถูก จังหวะเข้าดี แต่ไม่มีวินัยเรื่องการออกจากดีล ก็ยังจบด้วยผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจได้เหมือนกัน

กำไรที่ยังไม่ปิดดีล คือกำไรที่ยังไม่ปลอดภัย

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ เมื่อเห็นพอร์ตเป็นบวก เรามักรู้สึกว่ากำไรนั้น “เป็นของเราแล้ว”

แต่ในทางปฏิบัติ กำไรที่ยังไม่ได้ถูกจัดการด้วยแผนออกจากดีล ยังเป็นเพียงกำไรที่ตลาดสามารถดึงกลับไปได้เสมอ Schwab อธิบายว่า stop orders สามารถใช้เพื่อจำกัดการขาดทุน หรือใช้เพื่อปกป้องกำไรที่ยังไม่รับรู้จริงได้เช่นกัน

พูดให้ชัดที่สุดคือ

การมีตำแหน่งที่กำไรอยู่ ไม่ได้เท่ากับการ “รักษากำไรได้แล้ว”

มันเพียงแปลว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่ควรต้องคิดเรื่องการบริหารทางออกให้จริงจังมากขึ้นต่างหาก

ทำไมคนจำนวนมากทำกำไรได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้

เหตุผลแรกคือ ความโลภแบบเงียบ ๆ

เวลาดีลเริ่มบวก คนจำนวนมากจะเริ่มอยากได้มากขึ้นอีกนิดเสมอ จากที่เดิมตั้งใจว่าจะออกตรงหนึ่ง ก็เริ่มเลื่อนเป้าออกไปอีก จากที่เดิมพอใจแล้ว ก็เริ่มหวังว่าตลาดน่าจะวิ่งต่อได้อีกมาก

ปัญหาคือเมื่อไม่มีกรอบชัดเจน ความอยากได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มักทำให้เราพลาดจุดที่ควรปกป้องกำไร และเปลี่ยนจากการถืออย่างมีแผน ไปเป็นการปล่อยให้ตลาดตัดสินแทนเราในที่สุด

เหตุผลที่สองคือ ความหวังว่าจะได้ “ปลายคลื่น”

หลายคนไม่อยากออก เพราะกลัวขายเร็วเกินไป แล้วต้องมานั่งเสียดายทีหลัง

แต่ในความจริง ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่าจุดสูงสุดของรอบอยู่ตรงไหน Schwab อธิบายว่าการใช้ trailing stop เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ผู้เทรด “ตามเทรนด์” ต่อได้ ขณะเดียวกันก็วางกรอบปกป้องกำไรบางส่วนไว้ด้วย แปลว่าแม้ในแนวทางที่อยากปล่อยให้กำไรวิ่ง ก็ยังต้องมีแผนคุมความเสี่ยงอยู่ดี ไม่ใช่ปล่อยลอย ๆ ตามความรู้สึก

เหตุผลที่สามคือ อารมณ์เริ่มเข้ามาคุม

คลิปนี้เองก็ยกเรื่องนี้ไว้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ ว่าเมื่ออารมณ์เริ่มนำการตัดสินใจ เรามักไม่ได้อยู่ในโหมดบริหารกำไรอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่โหมด “เสียดาย” “กลัวขายหมู” หรือ “หวังว่าเดี๋ยวจะเด้งกลับ” มากกว่า

การรักษากำไร ไม่ได้แปลว่าต้องรีบขายทุกครั้ง

ต้องย้ำให้ชัดว่า การพูดเรื่องรักษากำไร ไม่ได้หมายความว่าพอพอร์ตบวกนิดเดียวแล้วต้องรีบปิดทุกดีลทันที

ปัญหาของอีกฝั่งหนึ่งก็มีเหมือนกัน นั่นคือการขายผู้ชนะเร็วเกินไป Investor.gov อธิบายพฤติกรรมที่เรียกว่า disposition effect ว่านักลงทุนมักมีแนวโน้ม “ขายตัวที่กำไรเร็วเกินไป และถือตัวที่ขาดทุนนานเกินไป” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บิดสมดุลของพอร์ตอย่างมาก

ดังนั้น หัวใจจึงไม่ใช่การ “รีบขาย” หรือ “ถือให้นานที่สุด” แบบสุดขั้วด้านใดด้านหนึ่ง

แต่คือการมีหลักเกณฑ์ว่า เมื่อไรควรปล่อยให้กำไรวิ่งต่อ และเมื่อไรควรเริ่มปกป้องสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างจริงจัง

สิ่งที่มืออาชีพคิดต่าง คือเขาวางแผนออกจากดีลไว้พอ ๆ กับแผนเข้า

CME Group อธิบายว่า trade plan ที่ดีไม่ได้มีไว้บอกแค่ว่าจะเข้าเมื่อไร แต่ต้องรวมถึงการจัดการกำไรและขาดทุนด้วย ขณะที่ในแบบฟอร์ม trade plan ของ CME ก็มีคำถามตรง ๆ ว่า จะใช้ stop orders อย่างไรในการจัดการทั้งกำไรและขาดทุน

นี่คือจุดที่นักลงทุนจำนวนมากมองข้าม

เรามักใช้เวลาคิดเรื่อง “เข้าอย่างไร” มากกว่า “ออกอย่างไร” ทั้งที่ในโลกจริง ผลลัพธ์ของพอร์ตมักถูกกำหนดจากการออกจากดีลมากพอ ๆ กับการเลือกจุดเข้าเลยด้วยซ้ำ

วิธีรักษากำไรแบบมีระบบ

1) กำหนดแผนออกตั้งแต่ก่อนเข้า

ถ้าจะให้ดีที่สุด เรื่องการออกจากดีลควรถูกคิดไว้ก่อนกดซื้อหรือกดขาย

เพราะถ้ารอให้กำไรเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยคิด เรามักจะคิดภายใต้อารมณ์ ไม่ใช่ภายใต้เหตุผล แผนที่ดีจึงควรมีอย่างน้อยว่า จะออกบางส่วนตรงไหน จะเลื่อน stop เมื่อไร และจุดใดคือจุดที่แปลว่าตลาดเริ่มไม่เป็นใจแล้ว

2) ใช้ stop เพื่อปกป้องกำไร ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนขาดทุน

Schwab ระบุชัดว่า stop orders มักถูกใช้เพื่อจำกัดการขาดทุนหรือ ล็อกกำไรบางส่วน ที่ยังไม่รับรู้จริงได้ และ trailing stop ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ stop ขยับตามราคาที่ทำจุดสูงใหม่ได้ในบางกรณี

แน่นอนว่าเครื่องมือพวกนี้มีข้อจำกัด และไม่ได้รับประกันว่าจะได้ราคาตรงตามที่อยากทุกครั้ง

แต่หลักคิดสำคัญคือ กำไรที่ไม่มีเครื่องมือหรือกติกาปกป้อง มักเปราะบางกว่าที่เราคิดเสมอ

3) แยกให้ออกระหว่าง “ตลาดพัก” กับ “เราเริ่มโลภ”

บางครั้งราคาย่อลงเล็กน้อยในแนวโน้มที่ยังดีอยู่ ซึ่งอาจเป็นเพียงการพักตัวปกติ

แต่บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นคือเรากำลังปล่อยให้ดีลที่ควรจัดการแล้ว ลากกลับลงมาเพียงเพราะยังอยากได้มากกว่าเดิมอีกนิด การมีหลักคิดล่วงหน้าว่าจะให้พื้นที่กับตลาดมากแค่ไหน จึงสำคัญมาก เพราะช่วยไม่ให้การถือเพื่อ “ปล่อยกำไรวิ่ง” กลายเป็นการ “ปล่อยกำไรหาย” ไปเฉย ๆ

4) ระวังอคติที่ทำให้ตัดสินใจเพี้ยน

ฝั่งหนึ่งคือขายเร็วเกินไปเพราะกลัวกำไรหาย

อีกฝั่งคือถือยาวเกินไปเพราะโลภหรือเสียดาย ทั้งสองอย่างล้วนเป็นปัญหาเชิงพฤติกรรม และ disposition effect คือหนึ่งในคำอธิบายสำคัญที่ชี้ว่ามนุษย์มักตัดสินใจต่อกำไรและขาดทุนแบบไม่สมดุลอยู่แล้ว

ดังนั้น การรักษากำไรที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องการคุมอารมณ์ด้วย

สำหรับนักลงทุนทองคำ เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีช่วงวิ่งแรงมาก และก็มีช่วงย่อลึกเร็วมากเช่นกัน

นั่นทำให้ดีลที่กำไรอยู่ในตอนเช้า อาจกลายเป็นกำไรลดลงมากในเวลาไม่นานได้ หากไม่มีแผนรองรับ การคิดเรื่องรักษากำไรจึงไม่ใช่เรื่องรองสำหรับคนเทรดหรือถือทองเลย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการอยู่รอดในสินทรัพย์ที่มีแรงเหวี่ยงสูงอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะคนที่เทรดจากภาพถูก แต่ไม่กล้าจัดการกำไรเมื่อถึงเวลา

สุดท้ายอาจไม่ได้แพ้เพราะวิเคราะห์ผิด แต่อาจแพ้เพราะไม่มีระบบปกป้องสิ่งที่ตัวเองทำมาได้แล้วต่างหาก

บทสรุป

ถ้าจะสรุปหัวข้อนี้ให้สั้นที่สุด ก็คือ การทำกำไรเป็นเพียงครึ่งแรกของเกม แต่การรักษากำไรคืออีกครึ่งที่ตัดสินผลลัพธ์จริง

เพราะกำไรที่ไม่มีแผนดูแล อาจหายไปได้ง่ายพอ ๆ กับที่มันเกิดขึ้น และในหลายกรณี คนที่พอร์ตไม่เติบโต ไม่ได้ขาดโอกาสเข้าดีลดี ๆ แต่ขาดวินัยในการปกป้องสิ่งที่ตัวเองได้มาแล้วมากกว่า

สำหรับนักลงทุนทองคำ บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “จะเข้าตรงไหน” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “ถ้าดีลนี้บวก เราจะรักษามันอย่างไร” เพราะในโลกของตลาด การมีแผนทำกำไรโดยไม่มีแผนรักษากำไร มักทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่แข็งแรงเท่าที่ควรจะเป็น

หมายเหตุ: บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการติดตามภาวะตลาดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

Series Index

อ่านต่อในซีรีส์ “สมมุติอย่างนี้”

รวมบทความในชุดเดียวกัน เรียงจากใหม่สุดไปเก่าสุด เพื่อให้อ่านต่อได้ง่าย

- Advertisement -
Mr.Gold
Mr.Gold
หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มข้อมูลข่าวสารให้ผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำ
- Advertisement -
RELATED ARTICLES
- Advertisement -
- Advertisement -

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ

- Advertisement -