บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 10 ม.ค.65 by HGF
โดย : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)
ทองปิดบวกจากความผิดหวังการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ
คืนนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ
แนวโน้มราคาทองคำคาดระวังแรงเทขายบริเวณ 1,805 ดอลลาร์
- ราคาทองคำ Spot เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นเข้าใกล้บริเวณ 1,800 ดอลลาร์ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเปิดเผยออกมาน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 199,000 ตำแหน่ง จากที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 426,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ดีค่าจ้างรายชั่วโมงและอัตราการว่างงานออกมาอย่างแข็งแกร่งส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าเฟดยังคงเดินหน้าแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และลดวงเงิน QE ทางด้านกองทุน SPDR Gold Trust ซื้อทองคำสุทธิ 1.42 ตันจากสัปดาห์ก่อน
- สัปดาห์นี้สหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนธ.ค. การเปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด 12 เขต (Beige Book) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนธ.ค. ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.ของม.มิชิแกน
- แนวโน้มราคาทองคำ Spot คาดระวังแรงเทขายบริเวณ 1,805 ดอลลาร์ โดยมีแนวต้าน 1,805 ดอลลาร์ และ 1,815 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับที่ 1,780 ดอลลาร์ และ 1,770 ดอลลาร์
ราคาทองตลาดโลก
Close | chg. | Support | Resistance |
1,795.92 | +5.22 | 1,780/1,770 | 1,805/1,815 |
ราคาทองแท่ง 96.5%
Close | chg. | Support | Resistance |
28,600 | +50 | 28,400/28,250 | 28,750/28,850 |
โกลด์ฟิวเจอร์ส
Close | chg | Support | Resistance |
28,690 | +50 | 28,420/28,270 | 28,720/28,840 |
แนะนำเข้าซื้อเมื่อราคาทอง Spot ปรับลงมาที่ 1,780 ดอลลาร์ (GF 28,420 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,770 ดอลลาร์ (GF 28,270 บาท)
โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์
Close | chg | Support | Resistance |
1,799.50 | +3.30 | 1,781/1,771 | 1,806/1,816 |
แนะนำเข้าซื้อเมื่อราคา GOH22 ปรับลงมาที่ 1,781 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,771 ดอลลาร์
ค่าเงิน
ทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเป็นเวลา 2 วันติดต่อกันแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์กว่า ๆ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่า จากความกังวลนโยบายการเงินของเฟด ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทคาดว่ากลับมาแข็งค่าเล็กน้อย สำหรับ USD Futures เดือนมี.ค.65 คาดจะมีแนวรับที่ 33.40 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 33.75 บาท/ดอลลาร์
News
โมเดอร์นาชี้อาจต้องฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 4 หลังแนวโน้มประสิทธิภาพบูสเตอร์ลด
นายสเตฟาน บันเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทโมเดอร์นา อิงค์เปิดเผยว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข็มกระตุ้นมีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ประชาชนอาจต้องฉีดเข็มที่ 4 เพื่อเสริมการป้องกัน นายบันเซลกล่าวว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มีแนวโน้มที่จะได้รับการป้องกันเพียงพอตลอดช่วงฤดูหนาวซึ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นในขณะที่ผู้คนมาอยู่รวมกันภายในอาคารเพื่อหนีจากอากาศที่หนาวเย็น อย่างไรก็ตาม นายบันเซลกล่าวว่าประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มบูสเตอร์นั้นอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนเช่นเดียวกับวัคซีนสองโดสแรก ทั้งนี้ นายบันเซลได้ให้สัมภาษณ์กับโกลด์แมน แซคส์ในระหว่างการประชุมซีอีโอธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพที่ธนาคารจัดขึ้น นายบันเซลกล่าวถึงประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มบูสเตอร์ว่า “ผมคงจะแปลกใจถ้าข้อมูลที่จะออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์บ่งชี้ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มบูสเตอร์ยังคงดีอยู่แม้เวลาผ่านไป ผมว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น” และกล่าวอีกว่า “เราพูดเสมอว่าไวรัสจะไม่หายไป เราจึงต้องอยู่ร่วมกับมัน” ซีอีโอของโมเดอร์นากล่าวว่า รัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงอังกฤษและเกาหลีใต้ได้สั่งซื้อวัคซีนเข็มบูสเตอร์เตรียมไว้แล้ว “ผมเชื่อว่า เราต้องฉีดเข็มบูสเตอร์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้และปีต่อ ๆ ไป สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะโรคประจำตัวอาจต้องฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ไปทุกปีเช่นกัน” สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า โมเดอร์นาได้เผยแพร่ข้อมูลเบื้องต้นเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ระบุว่า การฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ขนาด 50 ไมโครกรัมของบริษัท จะช่วยให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต้านไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น 37 เท่า ส่วนการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ขนาด 100 ไมโครกรัมจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโอมิครอนเป็น 83 เท่า
WHO ย้ำโอมิครอนยังอันตรายแม้แสดงอาการรุนแรงน้อยกว่า วอนทั่วโลกเร่งฉีดวัคซีน
นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า แม้เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะทำให้เกิดอาการรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ควรจัดว่าเป็นสายพันธุ์ที่ไม่อันตราย “ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนยังคงต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และยังมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น” นายแพทย์ทีโดรสกล่าวในการแถลงข่าววานนี้ (6 ม.ค.) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ขณะนี้ผลวิจัยเบื้องต้นบ่งชี้ว่าโอมิครอนก่อให้เกิดอาการรุนแรงน้อยกว่า และผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงที่จะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยลง อย่างไรก็ดี ด้วยความที่สายพันธุ์โอมิครอนแพร่กระจายได้ง่าย ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งได้สร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขเป็นอย่างมาก WHO ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 71% ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 2 ม.ค. เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 10% โดย WHO คาดว่า ยอดผู้ติดเชื้อที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่มีการรายงาน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นในการรายงานสัปดาห์
วัคซีนโควิดของจอห์นสันฯป้องกันการติดเชื้อแบบทะลุภูมิได้นานถึง 6 เดือน
บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) เปิดเผยในวันพฤหัสบดี (6 ม.ค.) ว่า ผลการศึกษาจากสถานการณ์จริง (Real-world Study) พบว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของ J&J ซึ่งใช้เพียงโดสเดียวนั้น สามารถป้องกันการติดเชื้อแบบ Breakthrough Infection และยังป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้เป็นเวลานานถึง 6 เดือน ทั้งนี้ Breakthrough Infection หมายถึงการติดเชื้อ แม้ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้วก็ตาม J&J ระบุว่า ประสิทธิภาพวัคซีนของบริษัทในการป้องกันการติดเชื้อจะเริ่มลดลงก็ต่อเมื่อการฉีดวัคซีนผ่านพ้นไปแล้ว 4 เดือน เมื่อเทียบกับวัคซีนสองโดสของบริษัทไฟเซอร์/ไบออนเทค และวัคซีนของโมเดอร์นา ซึ่งประสิทธิภาพในการป้องกันลดลงหลังจากฉีดผ่านพ้นไปเพียง 2 เดือนเท่านั้น นอกจากนี้ J&J ระบุว่า ผลการศึกษายังพบว่า ประสิทธิภาพวัคซีนของทั้ง 3 บริษัทไม่ลดน้อยลงในการป้องกันการเข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU)