Primary tabs

YLG : #วิเคราะห์ราคาทองคำ โดย วายแอลจีฯ (12-09-18 | 08:42 )l www.gold.in.th

| www.gold.in.th |

คำแนะนำ
เน้นทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว แต่จำเป็นต้องตั้งจุดทำกำไรและจุดตัดขาดทุน โดยอาจรอซื้อในโซน 1,182 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,175 ดอลลาร์ต่อออนซ์)

ปัยจัยพื้นฐาน
ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อเก็งกำไร หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์บริเวณ 1,187.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากการที่สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นขานรับการเปิดเผยตัวเศรษฐกิจของสหรัฐที่แข็งแกร่งเกินคาดหลายรายการ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมจาก NFIB ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 108.8 ในเดือนส.ค. ส่วนสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. ขณะที่ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ (JOLTS Job Openings) ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.94 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. บ่งชี้ถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัวที่จะช่วยสนับสนุนการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ต่อไปซึ่งส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำวานนี้ดีดตัวขึ้นในกรอบจำกัดและยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลงวานนี้ -0.26 ตันสู่ระดับ 745.18 ตัน สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)และดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI)ของสหรัฐ

ปัยจัยทางเทคนิค
ราคาทองคำอาจชะลอการปรับตัวขึ้นหลังจากราคาดีดตัวเข้าใกล้กรอบด้านบนและมีแรงขายออกมาบริเวณโซน 1,203-1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เบื้องต้นยังต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคา หากไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีโอกาสที่จะเผชิญแรงขายซึ่งจะกดดันให้ราคาอ่อนตัวลงสู่แนวรับในโซน 1,182-1,175 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน
ยังเน้นเก็งกำไรตามกรอบแนวรับแนวต้าน โดยหากราคาไม่ผ่านแนวต้านอาจพิจารณาการเปิดสถานะขายโดยใช้บริเวณ 1,203-1,214 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากยืนเหนือได้) ขณะที่การเข้าซื้อยังคงแนะนำรอพิจารณาบริเวณ 1,182-1,175 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน
• (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ก.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตารายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.58 เยน จากระดับ 111.21 เยน แต่อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9735 ฟรังก์ จากระดับ 0.9748 ฟรังก์ และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3129 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.3157 ดอลลาร์สหรัฐ ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ระดับ 1.1585 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1596 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลง แตะระดับ 1.3006 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3028 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะระดับ 0.7100 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7110 ดอลลาร์

• (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 113.99 จุด หลังหุ้นแอปเปิลพุ่งหนุนกลุ่มเทคโนฯ,หุ้นพลังงานดีดแรงรับราคาน้ำมันฟื้น ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (11 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยี นำโดยหุ้นแอปเปิล ก่อนที่ทางบริษัทจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ iPhone X ใหม่ 3 รุ่นในวันนี้ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นขานรับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นกว่า 2% อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยรายงานล่าสุดระบุว่าจีนเตรียมขออนุมัติจากองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อทำการคว่ำบาตรสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,971.06 จุด เพิ่มขึ้น 113.99 จุด หรือ +0.44% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,887.89 จุด เพิ่มขึ้น 10.76 จุด หรือ +0.37% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,972.47 จุด เพิ่มขึ้น 48.31 จุด หรือ +0.61%

• (-) สหรัฐเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. โดยต่ำกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นซึ่งระบุว่าเพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากที่ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งดีดตัวขึ้น 5.0% ในเดือนก.ค.

• (-) สหรัฐเผยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนส.ค. สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (NFIB) แถลงในวันนี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 108.8 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และปรับตัวขึ้นจากระดับ 107.9 ในเดือนก.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นได้รับแรงหนุนจากมาตรการปรับลดภาษีและกฎระเบียบของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้มีการเพิ่มขึ้นของยอดขาย, การจ้างงาน และการลงทุน นอกจากนี้ NFIB ยังระบุว่า ธุรกิจขนาดย่อมมีแผนสร้างงานจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เจ้าของกิจการจำนวนมากมีความมั่นใจในการขยายกิจการ ส่วนแผนการใช้จ่ายทุนอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551

• (-) สหรัฐเผยตัวเลขเปิดรับสมัครงานใกล้แตะ 7 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค.สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) รายเดือน พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 117,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 6.94 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานที่พุ่งขึ้นในเดือนก.ค.ได้แรงหนุนจากตำแหน่งงานในภาคการเงินและการผลิต เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานเพิ่มขึ้น 737,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. หรือราว 12% ส่วนตัวเลขผู้ลาออกจากงานโดยสมัครใจเพิ่มขึ้น 106,000 คน สู่ระดับ 3.6 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ลาออกจากงานโดยสมัครใจถือเป็นสิ่งบ่งชี้ความเชื่อมั่นของแรงงานที่คาดว่าจะสามารถหางานที่ให้ผลตอบแทนได้ดีขึ้น


คลิ๊ก!! เพื่ออ่านบทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำและโกลด์ฟิวเจอร์ส
หากไม่สามารถเปิดไฟล์ได้กรุณากด F5


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.ylgfutures.co.th
www.gold.in.th

About the Author
admin's picture

admin

สวัสดีครับ...หุหุ